หญิงชราที่ถูกพนักงานขายไล่ออกจากโครงการ กลับจ่ายเงินสดซื้อห้องหรูและเปิดเผยว่าเธอคือแม่ของประธานบริษัท

“ถ้าคุณยังไม่ยอมออกไป ฉันจะเรียกรปภ.มาลากคุณออกไปเดี๋ยวนี้!”

หลินอวี่ชี้หน้าแม่เฒ่าที่สวมเสื้อผ้าซีดจางอยู่กลางโถงต้อนรับของโครงการบ้านหรู เสียงของเธอดังพอให้ลูกค้าทุกคนหันมามอง และดังพอที่จะทำให้เย่สืออวีกำมือแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ

แม่เฒ่าคนนั้นถือถุงผ้าสีฟ้าเก่า ๆ ใบหนึ่ง รองเท้าของเธอเปื้อนฝุ่น และผมสีขาวถูกรวบไว้อย่างเรียบง่าย ไม่มีเครื่องประดับ ไม่มีผู้ติดตาม ไม่มีรถหรูจอดรออยู่หน้าประตู แต่เธอกลับพูดอย่างชัดเจนตั้งแต่ก้าวเข้ามาว่าอยากดูบ้านที่มีพื้นที่มากกว่าสองร้อยตารางเมตร

ใครจะเชื่อว่าเธอมีเงินซื้อจริง?

และใครจะคิดว่าอีกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงต่อมา คนที่ถูกหัวเราะเยาะจะกลายเป็นผู้ซื้อห้องชุดชั้นบนสุดของโครงการด้วยเงินสดทั้งก้อน?

เย่สืออวีเพิ่งเข้าทำงานในบริษัทอสังหาริมทรัพย์ได้ไม่ถึงหกเดือน เธอไม่มีเส้นสาย ไม่มีญาติร่ำรวย และไม่มีเสื้อผ้าราคาแพงไว้สร้างความประทับใจให้ลูกค้า สิ่งเดียวที่เธอมีคือความละเอียดรอบคอบกับคำสอนของพ่อที่บอกเสมอว่า “คนที่มาซื้อบ้านไม่ควรถูกตัดสินจากเสื้อผ้าที่ใส่”

เธอจึงเดินเข้าไปหาแม่เฒ่า แม้หลินอวี่จะส่งสายตาเตือนมาแล้วก็ตาม

“คุณป้าต้องการดูบ้านแบบไหนคะ ฉันพาไปดูได้ค่ะ”

แม่เฒ่าหันมามองเธอ ดวงตาคู่นั้นมีประกายอบอุ่นอย่างประหลาด

“หนูชื่ออะไร”

“เย่สืออวีค่ะ”

“อายุเท่าไร”

“ยี่สิบสี่ค่ะ”

“มีแฟนหรือยัง”

คำถามนั้นทำให้เย่สืออวีชะงักเล็กน้อย ก่อนยิ้มเขิน ๆ

“ยังไม่มีค่ะ ปกติฉันยุ่งกับงานมากกว่า”

แม่เฒ่าหัวเราะเบา ๆ “ดีแล้ว คนที่ตั้งใจทำงานมักไม่ปล่อยให้ชีวิตตัวเองว่างเปล่า”

เย่สืออวีกำลังจะพาเธอไปดูห้องตัวอย่าง แต่หลินอวี่เดินมาขวางไว้

“สืออวี เธอไม่เห็นหรือว่าลูกค้าแบบนี้เข้ามาทำอะไร”

“คุณป้าบอกว่าจะซื้อบ้านค่ะ”

“ซื้อบ้าน?” หลินอวี่กวาดตามองตั้งแต่ศีรษะจดเท้า “เธอรู้หรือเปล่าว่าที่นี่เป็นโครงการระดับบน ราคาขั้นต่ำก็หลายล้านบาท ไม่ใช่ตลาดนัดที่ใครอยากเข้ามานั่งพักก็เข้ามาได้”

ลูกค้าหนุ่มคู่หนึ่งที่กำลังดูแผ่นพับหลุดหัวเราะออกมา แม่เฒ่าก้มมองถุงผ้าในมือ ไม่ได้โต้เถียงทันที แต่เย่สืออวีเห็นปลายนิ้วของเธอกำแน่นขึ้น

“การขายไม่ควรดูแค่การแต่งตัวนะคะ” เย่สืออวีพูด “ถ้าคุณป้าต้องการดูบ้าน เราก็ควรต้อนรับเธอเหมือนลูกค้าคนอื่น”

หลินอวี่หันขวับ “เธอสั่งสอนฉันหรือไง”

“ฉันแค่ทำตามกฎของบริษัทค่ะ”

“กฎข้อไหนบอกให้พนักงานเสียเวลาไปกับคนที่มีเงินในกระเป๋าไม่ถึงสามสิบบาท?”

คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศเงียบลง เย่สืออวีมองถุงผ้าของแม่เฒ่า หลินอวี่คงเห็นตอนที่มันเปิดออกเล็กน้อย จึงเข้าใจว่าข้างในไม่มีอะไรนอกจากกระเป๋าสตางค์เก่า ๆ

แม่เฒ่าเงยหน้าขึ้น “หนูรู้ได้อย่างไรว่าป้ามีเงินเท่าไร”

หลินอวี่เชิดคาง “คนแต่งตัวแบบคุณป้าไม่มีทางซื้อบ้านราคาแพงได้หรอกค่ะ ถ้าอยากดูบ้านราคาถูก เชิญไปสำนักงานขายด้านข้าง ที่นั่นมีห้องเล็ก ๆ ราคาไม่กี่หมื่นบาท”

เย่สืออวีรู้สึกเลือดขึ้นหน้า “คุณหลิน พอเถอะค่ะ”

“เธออย่ามายุ่ง!” หลินอวี่ตวาด “ฉันกำลังจะเป็นภรรยาของผู้บริหารบริษัทในไม่ช้า แม่ของเขาก็จะมาที่นี่วันนี้ คนระดับนั้นไม่อยากเห็นพนักงานไร้ความสามารถสร้างความวุ่นวายหรอก”

คำว่า “แม่ของผู้บริหาร” ทำให้พนักงานคนอื่นรีบก้มหน้า หลินอวี่เป็นคนรักของลู่เฉิน ลูกชายของประธานบริษัท ทุกคนรู้ว่าเธอกำลังพยายามสร้างภาพให้ตัวเองดูเป็นคนสำคัญ แม้ผลงานขายของเธอจะไม่ได้โดดเด่นก็ตาม

เย่สืออวีสูดหายใจลึก “ถ้าคุณไม่อยากดูแลลูกค้าคนนี้ ฉันจะรับผิดชอบเองค่ะ”

หลินอวี่หัวเราะเยาะ “เธอคิดว่าตัวเองเป็นใคร กล้ามาทำเหมือนฉันผิด?”

“ฉันไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นใครค่ะ ฉันแค่คิดว่าคุณป้ามีสิทธิ์ได้รับการต้อนรับ”

คำตอบนั้นทำให้หลินอวี่โกรธจัด เธอคว้าแฟ้มจากโต๊ะแล้วกระแทกลงบนเคาน์เตอร์

“ถ้าวันนี้ผู้หญิงคนนี้ซื้อบ้านได้จริง ฉันจะลาออกจากสำนักงานขายเอง!”

ผู้จัดการฝ่ายการขายที่ยืนอยู่ไม่ไกลรีบเข้ามาเมื่อได้ยินเสียงทะเลาะ เขาชื่อจ้าวเหวิน เป็นคนที่มักทำเป็นไม่เห็นความอยุติธรรมตราบใดที่ไม่กระทบยอดขายของตัวเอง

“เกิดอะไรขึ้น”

หลินอวี่รีบเปลี่ยนน้ำเสียง “ผู้จัดการจ้าวคะ ลูกค้าคนนี้เข้ามาก่อความวุ่นวาย ฉันพยายามเชิญออกไปแล้ว แต่สืออวีกลับยืนยันว่าจะพาเธอไปดูบ้าน ทำให้ลูกค้าวีไอพีคนอื่นรอ”

“คุณป้าบอกชัดเจนว่าจะดูบ้านที่มีพื้นที่มากกว่าสองร้อยตารางเมตรค่ะ” เย่สืออวีแย้ง

จ้าวเหวินมองแม่เฒ่าอย่างไม่พอใจ “คุณป้า ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่งพักผ่อน ถ้าไม่ได้ตั้งใจซื้อก็กรุณาออกไปก่อน”

แม่เฒ่ามองเขา แล้วถามอย่างใจเย็น “ถ้าฉันตั้งใจซื้อจริงล่ะ”

หลินอวี่สวนทันที “ถ้าคุณมีเงินสดสองแสนบาทสำหรับวางมัดจำ ฉันจะคุกเข่าขอโทษและเช็ดรองเท้าให้คุณตรงนี้เลย ถ้าทำไม่ได้ คุณกับเย่สืออวีต้องออกไปพร้อมกัน”

“หลินอวี่!” เย่สืออวีเรียกชื่อเธอเป็นครั้งแรกโดยไม่เติมคำสุภาพ “อย่าพูดแบบนี้กับลูกค้า”

“กลัวอะไร ถ้าเธอเชื่อว่าลูกค้าคนนี้ซื้อได้ ก็ให้เธอพิสูจน์สิ”

จ้าวเหวินกลับไม่ห้าม เขาเพียงมองนาฬิกา “สำนักงานใหญ่กำลังจะส่งคนมาตรวจงาน ถ้าพวกเธอทำให้โถงต้อนรับวุ่นวาย ใครก็ต้องรับผิดชอบ”

แม่เฒ่าลุกขึ้นช้า ๆ “พาฉันไปดูห้องชุดชั้นบนสุดหน่อย”

เย่สืออวีมองเธออย่างเป็นห่วง “คุณป้าไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรให้ใครเห็นนะคะ”

“ป้ารู้” แม่เฒ่าตอบ “แต่ป้าอยากรู้ว่าบ้านที่หนูเลือกให้คนอื่นนั้นดีจริงหรือเปล่า”

ประโยคธรรมดา ๆ นั้นทำให้เย่สืออวีเงียบไป เธอหยิบแฟ้มแบบบ้านแล้วพาแม่เฒ่าไปยังลิฟต์ ส่วนหลินอวี่เดินตามมาด้วยสีหน้าสะใจ คงคิดว่ากำลังรอดูการแสดงตลกฉากหนึ่ง

ระหว่างทาง แม่เฒ่าถามเรื่องทิศทางแดด การระบายอากาศ ระบบรักษาความปลอดภัย และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ คำถามของเธอละเอียดกว่าลูกค้าทั่วไปหลายคน เย่สืออวีจึงอธิบายทุกอย่างอย่างใจเย็น ไม่ได้ปิดบังข้อเสียของโครงการ เช่น เสียงก่อสร้างจากถนนด้านหลังในช่วงเช้า หรือค่าดูแลส่วนกลางที่ค่อนข้างสูง

“หนูไม่พยายามพูดแต่ข้อดี” แม่เฒ่ากล่าว

“ถ้าฉันอยากให้คุณป้าซื้อ ฉันก็ควรบอกความจริงค่ะ บ้านหลังหนึ่งไม่ได้มีแต่สิ่งที่สวยงาม”

แม่เฒ่ายิ้ม “หนูพูดเหมือนใครบางคนที่ป้าเคยรู้จัก”

เย่สืออวีไม่ทันถามว่าใคร เพราะลิฟต์มาถึงชั้นบนสุดพอดี

ห้องชุดที่พวกเขาดูอยู่มีหน้าต่างกว้าง มองเห็นแม่น้ำสายยาวและถนนเส้นหลักของเมือง แม่เฒ่าเดินช้า ๆ ไปยังระเบียง เธอแตะราวเหล็กด้วยปลายนิ้ว แล้วนิ่งอยู่นาน

“ที่นี่มีห้องที่รับแสงตอนเช้าหรือไม่”

“มีค่ะ แต่ห้องนั้นราคาแพงกว่าห้องนี้เล็กน้อย ถ้าคุณป้าต้องการประหยัด ฉันคิดว่าห้องนี้คุ้มค่ากว่า”

หลินอวี่ที่ยืนฟังอยู่ด้านหลังแค่นเสียง “ยังทำเป็นถ่อมตัวอีก ถ้าคุณป้าชอบก็คงเซ็นสัญญาทันที ไม่ต้องกลับไปคิดนานหรอกค่ะ”

แม่เฒ่าหันมาถาม “ถ้าฉันซื้อวันนี้ ยอดขายจะเป็นของใคร”

หลินอวี่ตอบแทนโดยไม่ลังเล “แน่นอนว่าต้องเป็นของฉัน เพราะฉันเป็นคนดูแลลูกค้าคนนี้มาตั้งแต่ต้น”

เย่สืออวีขมวดคิ้ว “คุณยังไม่ได้อธิบายอะไรเลย”

“แต่ฉันเป็นคนรับลูกค้าเข้ามาในโครงการ”

“คุณเป็นคนไล่เธอออกต่างหาก”

หลินอวี่กำลังจะเถียง แต่แม่เฒ่ากลับพูดขึ้นก่อน

“ให้เย่สืออวีเป็นคนดูแลการซื้อขาย”

หลินอวี่หัวเราะ “คุณป้า คุณรู้หรือไม่ว่าพนักงานคนนี้แทบไม่มีผลงาน เธอทำงานมาหลายเดือนยังปิดการขายไม่ได้สักหลัง ถ้าซื้อบ้านจริงก็ควรเลือกคนที่มีประสบการณ์”

“ประสบการณ์ของเธอคือการดูถูกลูกค้าอย่างนั้นหรือ”

คำถามสั้น ๆ ทำให้หลินอวี่หน้าเสีย

แม่เฒ่าหยิบโทรศัพท์เก่าออกจากถุงผ้า “ฉันซื้อห้องนี้ จ่ายเงินสดส่วนหนึ่งก่อน ที่เหลือให้ผู้ช่วยโอนเข้าบัญชีบริษัทภายในครึ่งชั่วโมง เตรียมสัญญาให้เย่สืออวีเป็นผู้ดูแล”

ไม่มีใครพูดอะไรอยู่หลายวินาที

จ้าวเหวินที่เพิ่งขึ้นมาถึงรีบถาม “คุณป้าพูดจริงหรือครับ”

แม่เฒ่าวางบัตรธนาคารลงบนโต๊ะ “ตรวจสอบได้เลย”

พนักงานฝ่ายการเงินถูกเรียกขึ้นมาอย่างเร่งด่วน การตรวจสอบใช้เวลาไม่นาน ยอดเงินในบัญชีเพียงพอสำหรับเงินมัดจำ และเมื่อผู้ช่วยของแม่เฒ่าโอนเงินส่วนที่เหลือเข้ามา หน้าจอของเจ้าหน้าที่ก็แสดงยอดชำระเต็มจำนวนของห้องชุดชั้นบนสุด

หลินอวี่หน้าซีด เธอมองเอกสารแล้วมองแม่เฒ่า เหมือนกำลังพยายามหาคำอธิบายว่าคนที่เธอดูถูกมีเงินมากขนาดนี้ได้อย่างไร

แม่เฒ่าหันไปหาเย่สืออวี “หนูทำได้ดีมาก ขอบใจที่ไม่ตัดสินป้าจากเสื้อผ้า”

“คุณป้าไม่ต้องขอบคุณฉันหรอกค่ะ นี่เป็นสิ่งที่พนักงานทุกคนควรทำ”

“นั่นยิ่งทำให้ป้าขอบคุณ”

หลินอวี่เริ่มตัวสั่น แต่แทนที่จะขอโทษ เธอกลับหยิบโทรศัพท์โทรหาลู่เฉิน

“เฉิน คุณต้องมาที่นี่เดี๋ยวนี้ มีคนแปลกหน้ามาหลอกซื้อบ้าน แล้วพนักงานของเรากำลังช่วยเธอทำเรื่อง ฉันคิดว่าเธออาจเป็นมิจฉาชีพ”

เย่สืออวีได้ยินทุกคำ เธอกำลังจะอธิบาย แต่แม่เฒ่ายกมือห้าม

“ปล่อยให้เขามาเถอะ”

น้ำเสียงนั้นทำให้เย่สืออวีรู้สึกแปลก ๆ ราวกับแม่เฒ่ากำลังรอใครบางคนอยู่

ไม่ถึงสิบนาที ประตูลิฟต์ก็เปิดออก ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มก้าวออกมาอย่างรีบร้อน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวล แต่เมื่อเห็นแม่เฒ่ายืนอยู่ริมหน้าต่าง เขาก็หยุดทันที

“แม่…”

คำเรียกนั้นทำให้หลินอวี่ชะงัก

เย่สืออวีหันไปมองแม่เฒ่า ก่อนหันกลับมามองชายหนุ่ม เธอจำเขาได้ เขาคือลู่เฉิน รองประธานบริษัท และเป็นคนที่ทุกคนกำลังพูดถึงว่าอาจขึ้นมาเป็นประธานแทนบิดาในปีหน้า

หลินอวี่รีบเดินเข้าไปหาเขา “เฉิน ผู้หญิงคนนี้ทำให้เกิดความวุ่นวาย แล้วสืออวีก็เข้าข้างเธอ ฉันพยายามปกป้องชื่อเสียงบริษัท—”

“พอแล้ว” ลู่เฉินพูดเสียงต่ำ

เขาเดินไปหาแม่ของตัวเอง “แม่มาที่นี่ทำไม ทำไมไม่บอกผมก่อน”

“ถ้าบอกแล้ว แม่จะรู้ได้อย่างไรว่าพนักงานของลูกปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างไร”

ลู่เฉินก้มหน้าลงอย่างอับอาย แม่ของเขาคือลั่วอวิ๋น ผู้ก่อตั้งมูลนิธิหลายแห่งและเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท แม้เธอจะไม่ค่อยปรากฏตัวในที่สาธารณะ แต่ผู้บริหารทุกคนรู้ดีว่าเธอเป็นคนตัดสินใจเรื่องสำคัญที่สุด

หลินอวี่รีบเปลี่ยนสีหน้า “คุณแม่คะ ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความเข้าใจผิด ฉันไม่รู้ว่าคุณแม่จะมาแบบนี้ ถ้ารู้ก่อน ฉันคง—”

“ถ้ารู้ก่อน เธอคงเปลี่ยนเสื้อผ้า เปลี่ยนคำพูด และแสร้งทำเป็นสุภาพใช่ไหม” ลั่วอวิ๋นถาม

หลินอวี่นิ่งงัน

ลั่วอวิ๋นไม่ได้ตะโกน แต่ทุกคำของเธอหนักแน่นยิ่งกว่าเสียงตวาด “เมื่อสามปีก่อน ฉันประสบอุบัติเหตุนอกเมือง รถพลิกคว่ำและไฟเริ่มลุกจากด้านหน้า ฉันติดอยู่ข้างใน ไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วยเพราะกลัวถังน้ำมันระเบิด”

เธอหันไปมองเย่สืออวี

“เด็กผู้หญิงคนหนึ่งกลับเข้ามาทุบกระจก ดึงฉันออกจากรถ แล้วพาฉันไปหลบข้างถนน แม้มือของเธอจะถูกเศษแก้วบาดจนเลือดไหล เธอยังกลับไปช่วยหยิบยาของฉันออกมาจากรถ”

เย่สืออวีหน้าซีด ความทรงจำเมื่อสามปีก่อนผุดขึ้นมา เธอเคยเห็นรถชนบนถนนนอกเมืองระหว่างทางกลับจากเยี่ยมพ่อ เธอจำได้ว่าช่วยหญิงชราคนหนึ่งออกจากรถ แต่ตำรวจและเจ้าหน้าที่มาถึงหลังจากนั้นไม่นาน เธอคิดว่าเรื่องจบไปแล้ว และไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร

“คุณป้าคือ…”

“ใช่ ป้าคือคนนั้น” ลั่วอวิ๋นยิ้ม “ป้าตามหาหนูมาสามปี แต่มีเพียงภาพจากกล้องวงจรปิดที่เห็นไม่ชัด วันนี้ป้ามาที่นี่เพราะได้ยินว่าบริษัทกำลังรับพนักงานใหม่ชื่อเย่สืออวี และอยากรู้ว่าหนูเป็นคนเดียวกับเด็กคนนั้นหรือไม่”

ลู่เฉินมองแม่ “แม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร”

“รู้ตอนที่เธออธิบายบ้านโดยไม่พยายามปิดบังข้อเสีย ป้าจำได้ว่าเด็กคนนั้นพูดกับป้าว่า ‘ถ้าจะเลือกทางกลับบ้าน ต้องรู้ก่อนว่าถนนเส้นนั้นมีอันตรายอะไร’ หนูยังพูดเหมือนเดิมเลย”

เย่สืออวีไม่รู้จะตอบอย่างไร เธอไม่เคยคิดว่าการช่วยคนในวันนั้นจะย้อนกลับมาเปลี่ยนชีวิตตัวเอง

แต่ก่อนที่บรรยากาศจะสงบ หลินอวี่กลับหัวเราะออกมาเบา ๆ

“ที่แท้ก็เตรียมการกันมาแล้วสินะ”

ทุกคนหันไปมองเธอ

“เธอหมายความว่าอย่างไร” ลู่เฉินถาม

หลินอวี่กัดฟัน “เธอคงรู้อยู่ก่อนแล้วว่าคุณแม่เป็นใคร ถึงได้ทำเป็นใจดีเพื่อหวังผลตอบแทน เธออาจจงใจเข้ามาทำงานในบริษัทเพราะต้องการเกาะคนมีอำนาจก็ได้”

เย่สืออวีรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า เธอไม่ได้ตอบโต้ทันที เพราะคำพูดนั้นไม่ใช่แค่การดูถูก แต่กำลังทำลายสิ่งที่เธอพยายามสร้างมาตลอด

ลั่วอวิ๋นมองหลินอวี่นิ่ง ๆ “ถ้าเธอคิดว่าการช่วยคนที่กำลังจะตายเป็นการวางแผนเพื่อผลประโยชน์ เธอก็คงไม่มีทางเข้าใจว่าทำไมคนอื่นถึงทำสิ่งดี ๆ โดยไม่หวังอะไร”

“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นค่ะ”

“แต่เธอพูดไปแล้ว”

จ้าวเหวินรีบเข้ามาประนีประนอม “คุณลั่วครับ เรื่องวันนี้เป็นความผิดพลาดในการสื่อสาร เราจะจัดการภายใน—”

“ไม่ใช่ความผิดพลาด” ลั่วอวิ๋นตัดบท “ฉันได้ยินและเห็นทุกอย่างตั้งแต่ต้น”

เธอหันไปหาลู่เฉิน “ขอภาพจากกล้องวงจรปิดของโถงต้อนรับทั้งหมด ตั้งแต่แม่มาถึง รวมถึงบันทึกการทำงานของหลินอวี่ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา”

หลินอวี่เริ่มหวาดกลัว “คุณแม่คะ ฉันทำงานให้บริษัทมานาน ฉันมีผลงาน—”

“ผลงานของเธอมีลูกค้าถูกร้องเรียนสามราย การยกเลิกสัญญาสองราย และยอดขายที่ถูกโอนชื่อจากพนักงานคนอื่นอีกหนึ่งครั้ง”

สีหน้าของจ้าวเหวินเปลี่ยนไปทันที

เย่สืออวีหันไปมองเขา เธอเคยสงสัยว่าทำไมยอดขายบางรายการของเธอจึงหายไปจากระบบ แต่ไม่เคยมีหลักฐาน จนกระทั่งลู่เฉินสั่งให้ฝ่ายตรวจสอบเปิดข้อมูลย้อนหลัง ทุกอย่างก็ปรากฏชัด หลินอวี่เคยเปลี่ยนชื่อผู้รับผิดชอบลูกค้าหลังจากลูกค้าเซ็นสัญญาแล้ว ส่วนจ้าวเหวินเป็นคนอนุมัติการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น

“ผมไม่ทราบรายละเอียดครับ” จ้าวเหวินพูดเสียงสั่น

“แต่คุณเป็นคนเซ็นอนุมัติ” ลู่เฉินตอบ

ในวันนั้นหลินอวี่ถูกพักงานระหว่างการสอบสวน จ้าวเหวินถูกถอดจากตำแหน่งผู้จัดการ และบริษัทคืนค่าคอมมิชชันที่เย่สืออวีควรได้รับจากลูกค้าสองรายก่อนหน้านี้ แม้หลินอวี่จะพยายามโทรหาคนรู้จักเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่หลักฐานจากกล้องวงจรปิดและระบบขายมีมากเกินกว่าจะปฏิเสธได้

อย่างไรก็ตาม ลั่วอวิ๋นไม่ได้บังคับให้ลู่เฉินเลิกกับหลินอวี่ทันที เธอเพียงบอกลูกชายว่า “คนที่จะเป็นครอบครัวของเราไม่จำเป็นต้องร่ำรวย แต่ต้องไม่เหยียดคนจนเพื่อยกตัวเองให้สูงขึ้น”

ลู่เฉินตัดสินใจยุติความสัมพันธ์ด้วยตัวเอง หลินอวี่ร้องไห้และกล่าวหาว่าเขาทิ้งเธอเพราะแม่ของเขาไม่ยอมรับ แต่ลู่เฉินไม่ตอบโต้ เขาเพียงคืนกุญแจรถกับบัตรผ่านบริษัทให้เธอ

“ผมไม่ได้เลิกกับคุณเพราะคุณไม่ดีพอสำหรับครอบครัวผม” เขาพูด “ผมเลิกเพราะวันนี้ผมเห็นว่าคุณปฏิบัติต่อคนที่คุณคิดว่าไม่มีประโยชน์อย่างไร และผมไม่อยากใช้ชีวิตกับคนที่ทำแบบนั้น”

ส่วนเย่สืออวีไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งในทันทีอย่างที่ทุกคนคาด เธอปฏิเสธข้อเสนอให้ย้ายไปทำงานในสำนักงานใหญ่ เพราะไม่อยากให้ใครคิดว่าเธอได้ตำแหน่งเพราะเป็นผู้มีพระคุณของลั่วอวิ๋น

“หนูอยากทำงานที่นี่ต่อค่ะ” เธอบอก “แต่ขอให้ประเมินจากผลงานจริง ไม่ใช่จากเรื่องเมื่อสามปีก่อน”

ลั่วอวิ๋นมองเธอด้วยความชื่นชม “ถ้าอย่างนั้นป้าจะไม่ช่วยหนูด้วยเส้นสาย ป้าจะช่วยเปลี่ยนกฎของบริษัทแทน”

หลังจากเหตุการณ์นั้น บริษัทออกข้อบังคับใหม่ พนักงานทุกคนต้องรับรองลูกค้าโดยไม่คำนึงถึงการแต่งกาย และมีระบบบันทึกการเปลี่ยนชื่อผู้ดูแลการขายเพื่อป้องกันการแย่งผลงาน นอกจากนี้ยังมีการฝึกอบรมเรื่องการให้บริการผู้สูงอายุและผู้พิการ เพราะลั่วอวิ๋นเชื่อว่าโครงการบ้านที่ดีไม่ควรต้อนรับเฉพาะคนที่ดูร่ำรวย

เย่สืออวีได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าทีมในอีกหนึ่งปีต่อมา ไม่ใช่เพราะห้องชุดที่ลั่วอวิ๋นซื้อ แต่เพราะเธอทำยอดขายได้สูงที่สุดจากลูกค้าที่เข้ามาด้วยความไว้วางใจ ไม่ใช่จากการกดดันหรือหลอกให้ตัดสินใจเร็ว

ห้องชุดชั้นบนสุดถูกตกแต่งใหม่ตามความต้องการของลั่วอวิ๋น มีห้องอ่านหนังสือเล็ก ๆ หันไปทางทิศตะวันออก และมีระเบียงกว้างพอให้เธอปลูกดอกไม้ได้ แม้เธอจะจ่ายเงินเต็มจำนวนแล้ว แต่ยังคงมาหาเย่สืออวีที่สำนักงานทุกสัปดาห์ พร้อมถุงอาหารกลางวันสองชุด

“หนูทำงานหนักเกินไป” ลั่วอวิ๋นมักบ่น “ถ้าไม่กินข้าว ป้าจะยึดบัตรพนักงาน”

“คุณป้าเป็นเจ้าของบริษัทก็จริง แต่ยึดบัตรฉันไม่ได้หรอกค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นป้าจะฟ้องลู่เฉิน”

ทุกครั้งที่ได้ยินชื่อบุตรชาย เย่สืออวีมักเงียบลงเล็กน้อย ลู่เฉินเคยชวนเธอรับประทานอาหารหลายครั้ง พวกเขาพูดคุยกันเรื่องงาน เรื่องบ้าน และเรื่องอุบัติเหตุเมื่อสามปีก่อน แต่ยังไม่มีใครรีบเรียกความสัมพันธ์นั้นว่าอะไร

เย่สืออวีเคยบอกเขาตรง ๆ ว่า “ฉันไม่อยากให้คุณเข้าหาฉันเพราะเรื่องที่ฉันช่วยคุณแม่”

ลู่เฉินตอบว่า “ผมก็ไม่อยากให้คุณคิดว่าผมเข้าหาคุณเพราะแม่ซื้อบ้านจากคุณ”

“แล้วคุณเข้าหาฉันเพราะอะไร”

เขานิ่งไปครู่หนึ่ง “เพราะตอนที่ทุกคนในห้องนั้นพยายามเอาใจคนมีเงิน คุณเป็นคนเดียวที่ยืนข้างคนที่ไม่มีใครรู้จัก และตอนนี้ผมอยากรู้จักคุณในวันที่ไม่มีใครกำลังมองอยู่”

เย่สืออวีไม่ได้ตอบรับทันที เธอเพียงยิ้มและบอกให้เขารอจนกว่าจะเลิกงาน เพราะเธอยังมีเอกสารต้องตรวจอีกกองหนึ่ง

หลายเดือนต่อมา หลินอวี่ส่งจดหมายขอโทษมาที่บริษัท เธอไม่ได้ขอให้เย่สืออวียกโทษให้ เพียงยอมรับว่าตัวเองกลัวการถูกมองว่าไม่มีค่า จึงพยายามเหยียบคนอื่นให้ต่ำลงเพื่อให้ตัวเองดูสูงขึ้น หลังจากออกจากบริษัท เธอไปทำงานในสำนักงานขายเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง และเริ่มต้นใหม่จากตำแหน่งธรรมดา

เย่สืออวีอ่านจดหมายจนจบ แล้วเก็บไว้ในลิ้นชัก เธอยังไม่สามารถลืมคำพูดเหล่านั้นได้ทั้งหมด แต่เธอไม่ต้องการให้ความโกรธควบคุมชีวิตอีกต่อไป

วันหนึ่ง ลั่วอวิ๋นพาเธอไปยืนที่ระเบียงห้องชุดชั้นบนสุด แสงเช้าส่องผ่านราวระเบียงเข้ามาเป็นเส้นบาง ๆ บนพื้นไม้

“หนูจำได้ไหม วันแรกที่เจอกัน ป้าถามว่าหนูมีแฟนหรือยัง”

“จำได้ค่ะ คุณป้าถามแปลกมาก”

“ป้าแค่สงสัยว่าเด็กที่กล้าเสี่ยงชีวิตช่วยคนอื่นจะเลือกคนแบบไหนมาอยู่ข้างตัวเอง”

เย่สืออวีหัวเราะ “แล้วคุณป้าได้คำตอบหรือยังคะ”

ลั่วอวิ๋นมองไปยังลู่เฉินที่กำลังยกอาหารเช้ามาวางบนโต๊ะด้านหลัง

“ได้แล้ว คนที่ยอมรอให้หนูเลิกงานก่อนกินข้าว น่าจะยังพอใช้ได้”

“แม่ครับ ผมได้ยินนะ” ลู่เฉินถอนหายใจ

เย่สืออวีส่ายหน้าอย่างเอ็นดู แต่ไม่ได้ปฏิเสธเมื่อเขาเลื่อนเก้าอี้ให้เธอนั่ง

เธอยังเก็บกระเป๋าผ้าใบเก่าที่ใช้ในวันแรกเอาไว้ แม้ตอนนี้จะมีเงินเดือนมากพอซื้อกระเป๋าใบใหม่หลายใบแล้วก็ตาม ข้างในไม่มีเงินสามสิบบาทเหมือนที่หลินอวี่เคยเยาะเย้ย มีเพียงบัตรพนักงาน สมุดจดงาน และเศษกระจกชิ้นเล็ก ๆ ที่เธอเก็บได้จากสถานที่เกิดเหตุเมื่อสามปีก่อน

เย่สืออวีไม่เคยรู้ว่าทำไมจึงเก็บมันไว้ จนกระทั่งวันหนึ่งเธอเข้าใจว่า เศษกระจกนั้นเตือนให้เธอจำได้ว่าในวันที่ชีวิตของใครบางคนกำลังแตกสลาย คนเราไม่จำเป็นต้องมีเงินมากมายหรือมีอำนาจใด ๆ ถึงจะยื่นมือเข้าไปช่วยได้

บางครั้ง สิ่งที่เปลี่ยนชะตาของคนคนหนึ่ง อาจเป็นเพียงคนธรรมดาที่เลือกจะไม่เดินผ่านไปเฉย ๆ

และบ้านที่ลั่วอวิ๋นซื้อด้วยเงินสดในวันนั้น ก็ไม่ใช่แค่ห้องชุดราคาแพงอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นสถานที่ซึ่งทำให้คนสองคนพบครอบครัวใหม่ และทำให้เย่สืออวีมั่นใจว่า คุณค่าของคนคนหนึ่งไม่เคยอยู่ที่เสื้อผ้า กระเป๋า หรือยอดเงินในบัญชี แต่อยู่ที่การตัดสินใจของเขาในวันที่ไม่มีใครคาดหวังว่าจะมีใครมองเห็น

Leave a Comment