“ระวัง!”
เสียงปืนดังขึ้นพร้อมกับร่างของเด็กชายคนหนึ่งที่กลิ้งตกลงมาจากบันไดหนีไฟ คนของทีมรักษาความปลอดภัยหันกระบอกปืนไปทางเขาแทนที่จะช่วย เพราะไม่มีใครรู้ว่าเด็กคนนั้นมาจากไหน และไม่มีใครมีเวลาสนใจว่าเขากำลังร้องไห้ด้วยความกลัวเพียงใด

ชายในชุดดำยกปืนขึ้นอีกครั้ง “ฆ่ามันด้วยกัน ปล่อยให้มีพยานไม่ได้”
เด็กชายกอดศีรษะตัวเองแน่น แต่ก่อนที่กระสุนจะถูกยิง ชายหนุ่มคนหนึ่งก็พุ่งผ่านประตูเหล็กเข้ามา เขาใช้ฝ่าเท้าเตะข้อมือมือปืนจนปืนกระเด็น กระโดดรับร่างเด็กไว้ แล้วหมุนตัวหลบกระสุนอีกสามนัดที่เจาะผนังด้านหลัง
“อย่าร้อง” เขากระซิบกับเด็ก “ฉันอยู่นี่ รับรองว่าจะไม่ปล่อยให้ใครแตะต้องเธอ”
เขาวางเด็กลงหลังเสาคอนกรีต ก่อนหยิบกระสุนที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาสี่นัด ชายหนุ่มไม่ได้มองมันด้วยซ้ำ เพียงใช้นิ้วคลำร่องที่ปลอกกระสุน แล้วเรียงมันเป็นแถวตามขนาดของดินปืนและรอยขีดบนฐานอย่างรวดเร็ว
หัวหน้ามือปืนชะงัก “เป็นไปไม่ได้… เขาแยกกระสุนได้ด้วยการสัมผัสอย่างนั้นหรือ”
ชายหนุ่มเงยหน้า “กระสุนสองนัดมาจากปืนกระบอกเดียวกัน อีกสองนัดเป็นของทีมคุ้มกันที่พวกคุณปลอมตัวมา คนที่ส่งพวกคุณมาคงไม่บอกสินะว่าอาวุธของตัวเองทิ้งหลักฐานไว้ทุกนัด”
หลังจากนั้นทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าคนในอาคารจะตั้งตัวได้ เขาพุ่งเข้าใส่ชายคนแรก ใช้ข้อศอกกระแทกคาง อีกคนถูกดึงแขนจนล้มลงกับพื้น ส่วนคนที่สามพยายามคว้าเด็กชายเป็นตัวประกัน แต่กลับถูกชายหนุ่มใช้เสื้อคลุมพันข้อมือแล้วเหวี่ยงกระแทกประตู
เมื่อความเงียบกลับมา เหลือเพียงเสียงสะอื้นของเด็กกับเสียงหายใจหอบของคนรักษาความปลอดภัยที่ยืนมองอย่างตกตะลึง
หญิงสาวคนหนึ่งวิ่งเข้ามาจากโถงด้านใน เธอคือหลี่ชิงเฉียง ทายาทเพียงคนเดียวของกลุ่มบริษัทหลี่ ผู้กำลังจะเข้ารับตำแหน่งประธานในอีกไม่กี่วัน เธอมองชายหนุ่มตั้งแต่ศีรษะจดเท้า ตั้งแต่รองเท้าเก่าที่มีฝุ่นเกาะไปจนถึงสายตาเย็นชาที่ไม่แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
“คุณเป็นใครกันแน่” เธอถาม
“คนที่เพิ่งช่วยชีวิตคุณ”
“ฉันไม่ได้ถามเรื่องนั้น”
เขาหันไปมองเธอ “ถ้ากำลังจะตายอยู่แล้ว ยังจะถามเรื่องอื่นอีกทำไม”
คำตอบนั้นทำให้ชิงเฉียงโกรธจนหน้าแดง เธอก้าวเข้าไปหาเขา แต่ชายหนุ่มยกมือห้าม
“อย่าเข้ามา”
“คุณกล้าสั่งฉันหรือ”
“ใช่ เพราะมีคนติดเครื่องติดตามไว้ในเครื่องประดับของคุณ และคนที่ส่งมือปืนเข้ามารู้ตำแหน่งคุณตลอดเวลา”
ชิงเฉียงก้มมองสร้อยข้อมือเงินที่คุณย่ามอบให้ในวันเกิดครบยี่สิบห้าปี หัวใจเธอหล่นวูบ เธอไม่เคยถอดมันตั้งแต่ได้รับมา แม้ในวันที่เดินทางไปต่างประเทศหรือเข้าโรงพยาบาลก็ตาม
ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบสร้อย แต่เธอปัดมือเขาออก
“อย่าแตะของของฉัน”
“ถ้าผมอยากขโมย ผมคงไม่เตือนคุณ”
พ่อของชิงเฉียง หลี่เหวิน ผู้อำนวยการใหญ่ของบริษัท เดินเข้ามาพร้อมผู้จัดการทีมรักษาความปลอดภัย เขามองชายหนุ่มด้วยความไม่ไว้ใจ ก่อนหันไปสั่งลูกน้องให้เก็บอาวุธและตรวจสอบศพของมือปืนที่หนีไม่ทัน
“คุณชื่ออะไร”
“เฉินอวี่”
“ใครส่งคุณมา”
“คุณหลี่”
ทุกคนเงียบลงทันที ชิงเฉียงมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ
เฉินอวี่หยิบบัตรสีดำจากกระเป๋าเสื้อ วางลงบนโต๊ะ บัตรนั้นไม่มีชื่อบริษัท ไม่มีตำแหน่ง มีเพียงตราประทับของชายชราผู้เป็นปู่ของชิงเฉียง ซึ่งเสียชีวิตไปเมื่อหกเดือนก่อน
หลี่เหวินหยิบบัตรขึ้นมา ดวงตาเปลี่ยนสี
“พ่อเป็นคนเชิญคุณมา?”
“เขาเป็นคนว่าจ้างผมก่อนเสียชีวิต”
“ทำไมผมไม่เคยรู้เรื่องนี้”
“เพราะคุณไม่ใช่คนที่เขาไว้ใจที่สุด”
คำพูดนั้นทำให้ผู้จัดการทีมรักษาความปลอดภัยก้าวออกมา “คุณเฉิน พวกเราเป็นทีมระดับสูงที่ผู้อำนวยการหลี่จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อว่าจ้าง คุณเป็นแค่คนนอก จะเข้ามาดูถูกพวกเราไม่ได้”
เฉินอวี่มองเขาเพียงครู่เดียว “ทีมของคุณมีคนสิบสองคน แต่ตอนมือปืนบุกเข้ามา กล้องวงจรปิดชั้นสามสิบหกถูกปิดไปเก้านาที ระบบประตูฝั่งตะวันออกถูกเปิดจากบัตรของคุณ และคนที่คุณเรียกว่า ‘เจ้าหน้าที่’ สองคนใช้ปืนที่ไม่ได้ลงทะเบียน”
ผู้จัดการหน้าซีด แต่ยังพยายามหัวเราะ “หลักฐานอยู่ไหน”
เฉินอวี่ชี้ไปยังปลายแขนเสื้อของเขา “ผงทองแดงจากแผงวงจรอยู่บนข้อมือคุณ ส่วนรอยน้ำมันบนรองเท้าเป็นชนิดเดียวกับที่ใช้ในห้องเครื่องชั้นสามสิบหก คุณไม่ได้เฝ้าความปลอดภัย คุณเป็นคนเปิดทาง”
ลูกน้องสองคนยกปืนขึ้นทันที แต่ชิงเฉียงตะโกนห้าม เฉินอวี่กลับเร็วกว่าทุกคน เขาเหวี่ยงเก้าอี้กระแทกแขนคนหนึ่ง แล้วใช้ฝาขวดน้ำที่อยู่บนโต๊ะกดไกปืนของอีกคนจนกระสุนลั่นขึ้นเพดาน
หลังตำรวจมาถึง ผู้จัดการกับคนของเขาถูกควบคุมตัวไปสอบสวน แต่หลี่เหวินยังคงไม่ยอมรับเฉินอวี่เป็นผู้คุ้มกัน เขาบอกว่าการรักษาความปลอดภัยของลูกสาวควรอยู่ในมือของทีมมืออาชีพ ไม่ใช่ชายเร่ร่อนที่ไม่มีประวัติ
ชิงเฉียงเองก็ไม่ต้องการเขา เธอไม่ชอบท่าทางที่เขาพูดเหมือนรู้ทุกอย่าง และยิ่งไม่ชอบที่เขาไม่เคยเรียกเธอว่า “คุณหนู” เหมือนคนอื่น
“ฉันไม่ต้องการให้คุณตามฉัน” เธอบอกในห้องทำงาน
“ผมก็ไม่ได้อยากตาม”
“ถ้าอย่างนั้นก็กลับไป”
“ไม่ได้”
“ทำไม”
“เพราะคำสั่งของปู่คุณยังไม่สิ้นสุด และเพราะคนที่พยายามฆ่าคุณเมื่อเช้ายังมีคนอยู่ข้างในบริษัท”
ชิงเฉียงหัวเราะเย็นชา “ทุกคนพูดแบบนั้นเพื่อให้ฉันกลัว แล้วจะได้ควบคุมฉันง่ายขึ้น”
“คุณกลัวอยู่แล้ว เพียงแต่แกล้งทำเป็นไม่กลัว”
เธอตบหน้าเขาเต็มแรง เสียงดังสะท้อนในห้อง
เฉินอวี่ไม่ได้ยกมือแตะแก้ม เขาเพียงหันกลับมามองเธอ
“ตอนนี้คุณรู้แล้วว่าผมพูดถูก”
ชิงเฉียงกำหมัดแน่น เธออยากไล่เขาออก แต่ภาพกระสุนที่พุ่งเข้าหาเด็กชายยังติดอยู่ในหัว เธอจึงยื่นเงื่อนไขให้เขา หากเฉินอวี่สามารถผ่านการทดสอบของทีมรักษาความปลอดภัยได้ เขาจะมีสิทธิ์ทำงานต่อ หากแพ้ เขาต้องออกจากอาคารทันที
การทดสอบจัดขึ้นในอาคารร้างที่บริษัทใช้ฝึกเจ้าหน้าที่ ทีมของเว่ยหาง ผู้คุ้มกันชื่อดัง ได้รับคำสั่งให้จับเฉินอวี่ให้ได้ภายในสามสิบนาที พวกเขามีแผนผังอาคาร อุปกรณ์สื่อสาร และกล้องตรวจจับความร้อน ขณะที่เฉินอวี่มีเพียงเสื้อเชิ้ตสีเข้มกับนาฬิกาเก่าหนึ่งเรือน
“นี่ไม่ยุติธรรม” ชิงเฉียงพูดกับพ่อ “ให้เขาสู้กับคนสิบสองคนคนเดียวไม่ได้”
หลี่เหวินถอนหายใจ “ถ้าเขาเก่งจริงก็ต้องพิสูจน์ให้เห็น”
เว่ยหางยิ้ม “ไม่ต้องห่วงครับคุณหนู ถ้าเขาถูกจับได้ คุณจะได้เลิกเสียเวลา”
เฉินอวี่เดินเข้าอาคารโดยไม่พูดอะไร เมื่อประตูปิดลง กล้องทุกตัวก็เริ่มติดตามเขา ทีมของเว่ยหางเห็นเงาของเขาปรากฏที่ชั้นหนึ่ง จากนั้นเงาก็หายไป พวกเขาส่งคนไปปิดทางออกทุกจุด แต่ผ่านไปสิบนาที ไม่มีใครพบเขา
“เขาซ่อนอยู่ในห้องเก็บของหรือเปล่า”
“ไม่พบความร้อนของร่างกาย”
“เป็นไปไม่ได้ อาคารนี้มีผนังสองชั้น ไม่มีช่องทางลับ”
บนชั้นสอง เฉินอวี่กำลังนั่งอยู่เหนือฝ้าเพดาน เขาใช้สายไฟเก่าต่อเข้ากับกล่องควบคุมกล้อง แล้วส่งภาพวงจรเดิมวนซ้ำให้ทีมรักษาความปลอดภัยดู เขาไม่ได้พยายามเอาชนะด้วยกำลัง แต่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเชื่อว่าตัวเองกำลังมองเห็นทุกอย่าง ทั้งที่ไม่เห็นอะไรเลย
เมื่อเว่ยหางแบ่งทีมออกเป็นสามกลุ่ม เฉินอวี่ก็ทิ้งเหรียญโลหะลงในท่อระบายอากาศ เสียงกระทบดังไปทางตะวันตก เจ้าหน้าที่หกคนจึงรีบไปตรวจสอบ ขณะเดียวกันเขาก็ลงบันไดอีกฝั่งและแตะสัญญาณเตือนที่หน้าห้องควบคุม
คนแรกถูกทำให้หมดสติด้วยการล็อกคอ คนที่สองถูกมัดด้วยสายสื่อสาร ส่วนคนที่สามยังไม่ทันเห็นหน้าเขาก็ถูกผลักเข้าไปในห้องน้ำ
ยี่สิบสองนาทีผ่านไป เฉินอวี่ออกมาจากอาคารพร้อมวิทยุของเว่ยหางห้าตัว เขาวางมันเรียงบนโต๊ะตรงหน้าทุกคน
“ถ้าการทดสอบคือการจับตัวผม พวกคุณแพ้”
เว่ยหางกัดฟัน “คุณโกงระบบ”
“งานคุ้มกันไม่มีคำว่าโกง มีแค่คนที่รักษาชีวิตเป้าหมายได้กับคนที่ทำไม่ได้”
ชิงเฉียงมองเขานิ่ง ๆ เป็นครั้งแรกที่ความไม่พอใจของเธอมีความสงสัยปะปนอยู่ด้วย เธอเริ่มเข้าใจว่าชายคนนี้ไม่ได้เก่งเพราะโชค เขาอ่านสถานที่ อ่านคน และคาดเดาความผิดพลาดได้เหมือนเคยใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางอันตรายมานาน
คืนนั้น เฉินอวี่ตรวจสร้อยข้อมือของเธอ เขาใช้เครื่องมือขนาดเล็กถอดตัวล็อกด้านในออก พบแผงวงจรบางเท่าเส้นผมซ่อนอยู่ใต้เม็ดเงินสีดำ
ชิงเฉียงมองมันแล้วพูดไม่ออก
“คนที่ติดมันไว้ต้องอยู่ใกล้คุณมาก” เฉินอวี่กล่าว “สัญญาณถูกส่งออกจากอาคารนี้ และรหัสเปิดใช้งานเป็นรหัสของฝ่ายบริหาร”
“คุณสงสัยใคร”
“ผมยังไม่รู้”
“คุณไม่เคยสงสัยใครเลยหรือ”
“สงสัยทุกคน รวมทั้งคุณ”
“ฉัน?”
“คุณอาจไม่รู้ว่าตัวเองกำลังถูกใช้เป็นเหยื่อล่อ”
ชิงเฉียงกำสร้อยไว้แน่น ถึงเธอจะไม่ไว้ใจเฉินอวี่ แต่เรื่องหนึ่งชัดเจนขึ้นแล้ว คนที่ทำร้ายเธอไม่ใช่ศัตรูจากภายนอกเพียงอย่างเดียว
วันต่อมา บริษัทประกาศจัดงานเลี้ยงใหญ่เพื่อแนะนำชิงเฉียงในฐานะผู้สืบทอดคนใหม่ แขกสำคัญ นักลงทุน และสมาชิกตระกูลหลี่จะมารวมตัวกันที่ชั้นสามสิบหก สถานที่ซึ่งมีมูลค่าหลายร้อยล้านหยวนและเป็นศูนย์กลางการตัดสินใจของบริษัท
ชิงเฉียงลองชุดราตรีที่ส่งมาจากห้องเสื้อ เธอเลือกชุดสีแดงเข้มที่ปู่เคยบอกว่าเหมาะกับคนซึ่งไม่ยอมก้มหัวให้ใคร เฉินอวี่ตรวจตะเข็บทุกจุดก่อนอนุญาตให้เธอสวมมัน
“คุณทำอะไร” เธอถาม
“ตรวจดูเข็มพิษ เครื่องส่งสัญญาณ และเส้นลวด”
“ในชุดของฉัน?”
“คนที่คิดจะฆ่าคุณไม่สนใจว่าคุณจะรู้สึกเสียมารยาทหรือไม่”
ชิงเฉียงถอนหายใจ แต่ยอมยกแขนให้เขาตรวจ ขณะนั้นเอง ปาเยว่าหลาน เพื่อนร่วมงานที่สนิทที่สุดของเธอ เดินเข้ามาพร้อมกล่องเครื่องประดับ
“ฉันเอาต่างหูคู่ใหม่มาให้ ลองใส่ดูสิ”
เฉินอวี่เหลือบมองกล่อง “มาจากไหน”
“ฝ่ายจัดงานส่งมา” ปาเยว่าหลานตอบเร็วเกินไป
“ชื่อผู้รับของพัสดุคือใคร”
เธอชะงักเพียงเสี้ยววินาที แล้วหัวเราะกลบเกลื่อน “คุณถามละเอียดเกินไปแล้ว”
ชิงเฉียงรับกล่องมา แต่เฉินอวี่จับข้อมือเธอไว้
“อย่าเพิ่งใส่”
ปาเยว่าหลานมองเขาอย่างไม่พอใจ “คุณหลี่ คุณจะให้บอดี้การ์ดมาขัดขวางทุกเรื่องหรือไง”
“เขาแค่ระวังตัว” ชิงเฉียงตอบ
“เธอเชื่อเขามากกว่าฉันตั้งแต่เมื่อไร”
คำถามนั้นทำให้ห้องเงียบ ปาเยว่าหลานกับชิงเฉียงรู้จักกันตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ทั้งคู่เคยสมัครงานพร้อมกัน แต่ชิงเฉียงได้เข้าฝ่ายบริหารเพราะเป็นหลานสาวของประธาน ส่วนปาเยว่าหลานต้องเริ่มจากตำแหน่งเลขาฝ่ายจัดซื้อและใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้เลื่อนขึ้นมา
ชิงเฉียงเคยช่วยเธอหลายครั้ง ทั้งแนะนำงาน จ่ายค่ารักษาแม่ของเธอ และมอบเงินก้อนหนึ่งให้เปิดร้านเล็ก ๆ แต่ความช่วยเหลือเหล่านั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่ปาเยว่าหลานเกลียดที่สุด เพราะทุกครั้งที่มีคนพูดถึงชื่อชิงเฉียง เธอจะถูกมองว่าเป็นเพียงคนที่ยืนอยู่ใต้ร่มเงาของเพื่อน
คืนนั้น เมื่อแขกเริ่มทยอยเข้ามา เฉินอวี่สังเกตเห็นว่าพนักงานเสิร์ฟคนหนึ่งเดินผ่านจุดตรวจโดยไม่ถูกค้นกระเป๋า เขาจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่จับตาไว้ แต่ในเวลาเดียวกัน ระบบกล้องกลับขัดข้องอีกครั้ง
“มีคนเจาะระบบจากชั้นบน” เขาพูด
ชิงเฉียงมองไปยังห้องควบคุม “เว่ยหางรับผิดชอบที่นั่น”
“หรือมีคนใช้ชื่อเขา”
เสียงเพลงเริ่มดัง แขกทุกคนหันไปมองเวที หลี่เหวินกำลังจะประกาศการโอนหุ้นส่วนใหญ่ให้ลูกสาว ขณะที่ที่ปรึกษากฎหมายถือเอกสารสัญญาอยู่ข้าง ๆ
ทันใดนั้น จอภาพขนาดใหญ่ก็เปลี่ยนจากภาพโลโก้บริษัทเป็นภาพเอกสารชุดหนึ่ง ตัวเลขการโอนเงินจำนวนมหาศาลปรากฏต่อหน้าทุกคน เงินถูกโอนจากบัญชีของบริษัทไปยังบริษัทต่างประเทศที่ไม่เคยมีใครได้ยินชื่อ
เสียงซุบซิบดังขึ้นทั่วห้อง
“นี่เป็นเงินที่ชิงเฉียงแอบยักยอกหรือเปล่า”
“ถ้าเธอเป็นประธาน บริษัทคงถูกขายทิ้งแน่”
ชิงเฉียงหันไปมองพ่อ “นี่มันอะไร”
หลี่เหวินหน้าซีด “ผมไม่เคยอนุมัติการโอนเงินพวกนี้”
ชายคนหนึ่งในกลุ่มผู้ถือหุ้นยกมือขึ้น “แต่ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์เป็นของคุณ และรหัสผ่านถูกใช้จากห้องทำงานของคุณชิงเฉียง”
ก่อนที่เธอจะตอบได้ ตำรวจก็เข้ามาถึงพร้อมหมายเรียกเรื่องการทุจริตทางการเงิน ผู้คนเริ่มถอยห่างราวกับเธอเป็นผู้ต้องหา ชิงเฉียงยืนอยู่กลางห้องในชุดสีแดงที่ปู่เลือกให้ ใบหน้าของเธอถูกฉายบนจอข้างเอกสารปลอมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
เฉินอวี่เดินเข้ามาบังหน้าจอให้เธอ
“อย่าเซ็นอะไร” เขากระซิบ “และอย่าอธิบายต่อหน้าคนที่ตั้งใจตัดสินคุณแล้ว”
“ถ้าฉันไม่พูด คนพวกนี้จะเชื่อว่าเป็นฉัน”
“ตอนนี้สิ่งที่คุณพูดจะถูกตัดต่อใช้เป็นหลักฐานได้”
ชิงเฉียงจ้องเขา “แล้วฉันควรทำอย่างไร เอาแต่ยืนหลบอยู่ข้างหลังคุณหรือ”
“ไม่ คุณควรจำว่าใครเป็นคนยืนอยู่ด้านหน้าในตอนที่เรื่องนี้เริ่มขึ้น”
เฉินอวี่ชี้ไปยังปาเยว่าหลาน เธอยืนอยู่ด้านหลังผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง มือกำโทรศัพท์แน่นและพยายามไม่สบตาเขา
ชิงเฉียงไม่อยากเชื่อ เธอก้าวเข้าไปหาเพื่อน แต่ปาเยว่าหลานกลับเดินหนีเข้าไปทางประตูด้านข้าง
“ปาเยว่าหลาน!”
อีกฝ่ายหยุด หันมายิ้มบาง ๆ “เธอจะถามว่าฉันทำหรือเปล่าใช่ไหม”
“ฉันอยากให้เธอบอกความจริง”
“ความจริงคือ คนอย่างเธอไม่เคยรู้ว่าคนอื่นต้องดิ้นรนแค่ไหน เธอเกิดมาก็มีทุกอย่าง มีทั้งครอบครัว ชื่อเสียง และบริษัท ส่วนฉันต้องยอมก้มหัวให้ทุกคนเพื่อรักษางานเพียงงานเดียว”
“ถ้าเธอมีปัญหากับฉัน ทำไมต้องทำร้ายบริษัท”
“เพราะถ้าเธอล้ม ทุกคนจะได้เห็นว่าคนที่พวกเขาเทิดทูนไม่ได้เก่งอย่างที่คิด”
ประตูด้านข้างปิดลง ปาเยว่าหลานหายไปก่อนที่ใครจะคว้าตัวทัน
เฉินอวี่ไม่วิ่งตาม เขากลับก้มลงเก็บเศษแก้วที่ตกอยู่ใกล้เวที แล้วหยิบชิ้นส่วนเล็ก ๆ ออกจากใต้โต๊ะควบคุม
“อะไร” ชิงเฉียงถาม
“เครื่องส่งสัญญาณสำรอง”
“ของปาเยว่าหลานหรือ”
“ไม่ใช่ เธอเป็นเพียงคนที่รู้วิธีใช้มัน”
เขาเปิดฝาอุปกรณ์ด้วยปลายมีด ภายในมีรหัสชุดเดียวกับแผงวงจรในสร้อยข้อมือ แต่มีบันทึกเวลาเก็บอยู่ด้วย รายการล่าสุดไม่ได้ถูกส่งจากโทรศัพท์ของปาเยว่าหลาน หากถูกส่งจากห้องทำงานของหลี่เหวิน
ชิงเฉียงหันไปมองพ่อด้วยสีหน้าตกใจ
หลี่เหวินก้าวถอยหลัง “ผมอธิบายได้”
“พ่อรู้เรื่องนี้หรือ”
“ผมรู้ว่ามีคนในบริษัททรยศ แต่ผมไม่รู้ว่าเป็นใคร”
เฉินอวี่พูดขึ้น “คุณรู้มากกว่านั้น คุณรู้ว่าบัญชีต่างประเทศถูกเปิดเมื่อสามเดือนก่อน และคุณรู้ว่าการโอนเงินชุดแรกเกิดขึ้นก่อนที่ชิงเฉียงจะกลับจากต่างประเทศ”
หลี่เหวินเงียบ
ความจริงค่อย ๆ ปรากฏออกมา เขาเคยลงนามในสัญญาร่วมทุนกับบริษัทต่างประเทศเพื่อช่วยพยุงกิจการที่กำลังขาดสภาพคล่อง แต่บริษัทนั้นเป็นของคนในตระกูลหลี่ที่พยายามซื้อหุ้นคืนในราคาถูก เขาปกปิดเรื่องนี้เพราะกลัวพ่อจะตัดเขาออกจากตำแหน่ง และเมื่อปู่เสียชีวิต เขาจึงใช้บัญชีของชิงเฉียงเป็นแพะรับผิด
แต่เขาไม่ได้เป็นคนสั่งการทั้งหมด
“ใครอยู่เบื้องหลัง” ชิงเฉียงถาม
หลี่เหวินหลับตา “อาของลูก หลี่จื้อเหวิน”
หลี่จื้อเหวินเป็นน้องชายของปู่ และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ถูกลดอำนาจหลังจากปู่เลือกชิงเฉียงเป็นทายาท เขาต้องการให้บริษัทตกอยู่ในภาวะวิกฤต เพื่อซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายย่อย แล้วใช้หนี้และคดีของชิงเฉียงบีบให้ครอบครัวขายกิจการ
ปาเยว่าหลานทำงานให้เขา เธอเป็นคนติดเครื่องติดตามในสร้อย เป็นคนส่งข้อมูลการเดินทางของชิงเฉียง และเป็นคนแทรกไฟล์ปลอมเข้าไปในระบบ แต่เธอไม่ใช่ผู้สั่งการมือปืน เธอเพียงคิดว่าตัวเองกำลังแก้แค้นโดยไม่รู้ว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือ
“ทำไมพ่อถึงยังเก็บเธอไว้ใกล้ตัว” ชิงเฉียงถาม
หลี่เหวินตอบเสียงเบา “เพราะถ้าผมเปิดโปงเรื่องนี้ บริษัทจะต้องยอมรับว่าผมเองก็มีส่วนผิด”
คำสารภาพนั้นทำให้ชิงเฉียงเจ็บยิ่งกว่าการถูกสงสัย เธอเคยคิดว่าพ่อเข้มงวดเพราะปกป้องบริษัท แต่แท้จริงแล้วเขาปกป้องชื่อของตัวเองด้วยการปล่อยให้เธอเป็นคนรับแรงกระแทก
เฉินอวี่พาเธอออกจากห้องจัดเลี้ยงผ่านทางเดินบริการ ระหว่างทางเขาได้รับข้อความจากหมายเลขที่ไม่ระบุชื่อ
“ถ้าอยากได้เพื่อนของคุณคืน มาที่ชั้นสามสิบหกคนเดียว”
ภาพที่แนบมาคือปาเยว่าหลานถูกมัดอยู่ในห้องประชุมกระจก และมีถังเชื้อเพลิงวางอยู่ข้างประตู
ชิงเฉียงอ่านจบแล้วคว้าแขนเขา “ฉันจะไป”
“ไม่ได้”
“เธอถูกจับเพราะเรื่องของฉัน”
“เธอเลือกทรยศคุณเอง”
“แต่เธอกำลังถูกฆ่าเพราะคนอื่นใช้ความแค้นของเธอ”
เฉินอวี่มองเธออยู่นาน ก่อนยื่นหูฟังสื่อสารให้ “คุณจะอยู่ในห้องควบคุมกับผม ห้ามออกไปจนกว่าผมจะสั่ง”
“ฉันบอกว่าจะไปด้วย”
“ผมไม่ได้ถาม”
“และฉันก็ไม่ได้ขออนุญาต”
นั่นเป็นครั้งแรกที่ชิงเฉียงปฏิเสธคำสั่งของเขาโดยไม่ใช่เพราะความดื้อ เธอหยิบเสื้อเกราะบางจากตู้ฉุกเฉินมาสวม แล้วเก็บสร้อยข้อมือที่ถอดแผงวงจรออกไว้ในกระเป๋า
“ถ้าคุณเข้าไปคนเดียว คนร้ายจะคิดว่าฉันยังอยู่ในห้องควบคุม” เธอพูด “เราจะใช้ความเข้าใจผิดนั้นให้เป็นประโยชน์”
เฉินอวี่ไม่ได้ห้ามอีก
พวกเขาแบ่งเส้นทางกัน ชิงเฉียงกลับไปยังชั้นจัดเลี้ยง ใช้ระบบเสียงประกาศให้คนทั้งหมดอพยพออกจากอาคารโดยไม่บอกเหตุผล ส่วนเฉินอวี่ขึ้นลิฟต์บริการไปชั้นสามสิบหกจากด้านหลัง
หลี่จื้อเหวินรออยู่ในห้องประชุม เขาสวมสูทเรียบกริบและถือเอกสารโอนหุ้นในมือ ปาเยว่าหลานนั่งอยู่บนพื้น ใบหน้ามีรอยช้ำ
“ชิงเฉียงอยู่ไหน” เขาถามผ่านโทรศัพท์
“ถ้าคุณต้องการเธอ ก็ปล่อยเพื่อนของฉัน”
“เพื่อนของเธอขายเธอไปแล้ว ตอนนี้เธอไม่มีสิทธิ์เลือกว่าจะช่วยใคร”
ชิงเฉียงแอบเปิดสายให้บันทึกเสียง แต่ไม่ยอมพูดอะไรต่อ เธอรู้ว่าหลี่จื้อเหวินต้องการให้เธออารมณ์เสียและเปิดเผยตำแหน่ง
เฉินอวี่มาถึงชั้นสามสิบหก เขาไม่ใช้ประตูหลัก เพราะรู้ว่ามีเซ็นเซอร์อยู่ด้านใน เขาต่อสายเข้ากับระบบสัญญาณเตือนไฟ ทำให้ไฟในโถงดับลงทีละดวง แล้วเคลื่อนตัวไปตามเงาสะท้อนของกระจก
หลี่จื้อเหวินได้ยินเสียงผิดปกติ จึงคว้าปาเยว่าหลานขึ้นมาบังตัว
“ออกมา!”
เฉินอวี่ปรากฏตัวตรงทางเดิน “ปล่อยเธอ”
“คุณคิดว่าผมจะกลัวบอดี้การ์ดคนเดียวหรือ”
“ไม่ คุณกลัวคนที่อยู่ในสายมากกว่า”
เสียงชิงเฉียงดังออกจากโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะ “อาหลี่ ถ้าคุณแตะต้องเธอ ฉันจะส่งไฟล์ทั้งหมดให้ตำรวจและผู้ถือหุ้น”
หลี่จื้อเหวินหน้าตึง “เธออยู่ไหน”
“ไกลพอที่จะไม่ถูกคุณจับ แต่ใกล้พอจะได้ยินทุกคำ”
เขาหัวเราะ “ไฟล์อะไร เธอไม่มีหลักฐาน”
“ฉันมีบันทึกการโอนเงิน ชื่อบริษัทปลอม รายการโทรศัพท์ และคำให้การของพ่อ ถ้าหลักฐานยังไม่พอ ฉันก็จะให้ผู้ถือหุ้นเห็นว่าคุณใช้ลายเซ็นของพวกเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต”
หลี่จื้อเหวินเริ่มเสียการควบคุม เขาดึงปืนออกจากเอว ปาเยว่าหลานพยายามดิ้นหนี แต่ถูกผลักจนล้มลง
เฉินอวี่เห็นนิ้วของเขาขยับเข้าหาไก จึงโยนมีดสั้นใส่ข้อมือ ปืนกระเด็นไปชนกระจก หลี่จื้อเหวินพุ่งเข้าหาเขา ทั้งคู่ต่อสู้กันกลางห้องประชุมที่เต็มไปด้วยเศษแก้ว
หลี่จื้อเหวินไม่ได้เก่งเรื่องการต่อสู้ แต่เขาใช้ความสิ้นหวังเป็นอาวุธ เขาคว้าสายไฟแล้วพยายามรัดคอเฉินอวี่ จนชายหนุ่มถูกดันชิดผนัง ปาเยว่าหลานคลานไปหาปืน แต่ชิงเฉียงที่เพิ่งเข้ามาถึงกลับเตะปืนออกจากมือเธอ
“อย่าจับมัน”
ปาเยว่าหลานเงยหน้า น้ำตาคลอ “ฉันไม่ได้อยากให้เรื่องเป็นแบบนี้”
“แต่เธอทำให้มันเป็นแบบนี้”
“ฉันแค่ต้องการให้เธอรู้สึกเหมือนที่ฉันรู้สึกมาตลอด”
“ฉันไม่เคยรู้ว่าเธอเจ็บ เพราะเธอไม่เคยบอกฉัน”
“ถ้าบอกแล้วจะเปลี่ยนอะไร เธอก็ยังเป็นหลานสาวของประธานอยู่ดี”
คำพูดนั้นหยุดชิงเฉียงไว้ชั่วขณะ เธอเห็นความอิจฉาในดวงตาของเพื่อน แต่ก็เห็นความกลัวที่ซ่อนอยู่ข้างใต้เช่นกัน
“ฉันช่วยเธอเพราะเธอเป็นเพื่อน ไม่ใช่เพราะสงสาร” ชิงเฉียงพูด “แต่ฉันไม่สามารถช่วยคนที่เลือกทำร้ายคนอื่นเพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่ามีค่าได้”
ด้านหลัง เฉินอวี่ใช้จังหวะที่หลี่จื้อเหวินเสียหลักบิดแขนเขาไพล่หลัง กดเขาลงกับพื้น แต่แทนที่จะเตะซ้ำ เขากลับหยิบโทรศัพท์ของอีกฝ่ายขึ้นมาและส่งสัญญาณให้ตำรวจที่รออยู่ด้านล่าง
เสียงไซเรนดังใกล้เข้ามา
หลี่จื้อเหวินตะโกน “ชิงเฉียง! ถ้าฉันล้ม บริษัทก็ไม่มีทางรอด หุ้นทั้งหมดจะตก พ่อของเธอก็จะติดคุก!”
ชิงเฉียงตอบโดยไม่หลบสายตา “บริษัทอาจไม่รอดในแบบเดิม แต่จะไม่รอดด้วยการเอาชีวิตคนอื่นไปแลกอีก”
ตำรวจเข้ามาควบคุมตัวหลี่จื้อเหวิน ปาเยว่าหลานถูกนำตัวไปโรงพยาบาลก่อนเข้าสู่กระบวนการสอบสวน เธอยอมให้การเกี่ยวกับการติดเครื่องติดตามและการปลอมข้อมูล แต่ปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องแผนวางเพลิงและมือปืน ตำรวจพบว่ามีหลักฐานบางส่วนยืนยันคำพูดของเธอ ทว่าเธอยังคงต้องรับผิดชอบต่อการสมรู้ร่วมคิดและการขโมยข้อมูลบริษัท
เว่ยหางก็ถูกสอบสวนเรื่องการปล่อยให้ระบบกล้องถูกเจาะ เขาไม่ได้เป็นผู้ทรยศ แต่ยอมรับว่าเคยรับเงินจากหลี่จื้อเหวินเพื่อแกล้งมองข้ามความผิดปกติบางอย่าง เขาถูกปลดจากหน้าที่และต้องชดใช้ความเสียหายตามสัญญา
ส่วนหลี่เหวินยื่นลาออกจากตำแหน่งและให้การกับเจ้าหน้าที่ เขายอมรับว่าการปกปิดสัญญาและการใช้ชื่อของลูกสาวทำให้บริษัทเสียหาย แม้ความผิดทางกฎหมายของเขาจะไม่เท่ากับผู้วางแผนหลัก แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับชิงเฉียงก็ไม่อาจกลับไปเหมือนเดิมได้ในเวลาไม่กี่วัน
การสอบสวนทำให้การโอนหุ้นถูกระงับ นักลงทุนบางส่วนถอนตัว และบริษัทต้องขายทรัพย์สินที่ไม่จำเป็นเพื่อชำระหนี้ ชิงเฉียงไม่ได้กลายเป็นประธานผู้ยิ่งใหญ่ในชั่วข้ามคืน เธอต้องประชุมกับเจ้าหนี้ พบพนักงานที่กลัวว่าจะตกงาน และยอมรับต่อหน้าผู้ถือหุ้นว่าเธอไม่สามารถสัญญาว่าบริษัทจะกลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิมได้
“สิ่งที่ฉันสัญญาได้” เธอพูดในที่ประชุม “คือจะไม่ปิดบังบัญชี ไม่ใช้ชื่อใครเป็นเกราะ และจะไม่ให้ความปลอดภัยของพนักงานขึ้นอยู่กับความไว้ใจส่วนตัวอีกต่อไป”
คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้ทุกคนปรบมือ แต่ทำให้คนส่วนหนึ่งหยุดก้มหน้ามองเอกสาร ชิงเฉียงจึงเริ่มปฏิรูปฝ่ายรักษาความปลอดภัย เปิดระบบตรวจสอบภายใน และแยกอำนาจอนุมัติทางการเงินออกจากคนคนเดียว
สามเดือนต่อมา ปาเยว่าหลานได้รับอนุญาตให้กลับไปทำงานชั่วคราวในฝ่ายเอกสารระหว่างรอคำพิพากษา เธอกับชิงเฉียงไม่ได้กลับมาเป็นเพื่อนเหมือนเดิม ทั้งคู่พบกันเพียงครั้งเดียวในห้องพักฟื้นของแม่ปาเยว่าหลาน
“ฉันไม่ขอให้เธอยกโทษให้” ปาเยว่าหลานพูด “ฉันอยากให้เธอรู้ว่าฉันเสียใจที่ทำให้เธอต้องกลัวในบ้านของตัวเอง”
ชิงเฉียงเงียบไป ก่อนวางซองเอกสารลงบนโต๊ะ เป็นเอกสารช่วยเหลือค่ารักษาที่ไม่ได้มาจากบัญชีบริษัท แต่เป็นเงินส่วนตัวของเธอ
“นี่ไม่ใช่การลบสิ่งที่เธอทำ”
“ฉันรู้”
“และเราคงกลับไปเหมือนเดิมไม่ได้”
“ฉันรู้เหมือนกัน”
ชิงเฉียงพยักหน้าแล้วเดินออกจากห้อง เธอให้อภัยได้บางส่วน แต่ไม่จำเป็นต้องเปิดประตูให้คนเดิมกลับเข้ามาทำร้ายอีก
เฉินอวี่ยังคงทำงานเป็นหัวหน้าที่ปรึกษาความปลอดภัยให้บริษัท เขาเปลี่ยนจากเสื้อเชิ้ตเก่าเป็นชุดสูทเรียบง่ายตามคำขอของชิงเฉียง แต่ยังคงสวมนาฬิกาเรือนเดิม นาฬิกาที่เขาเคยบอกว่าไม่ใช่ของมีค่า แค่เป็นของชิ้นเดียวที่เหลือจากคนซึ่งสอนให้เขาแยกกระสุนด้วยการสัมผัส
วันหนึ่ง ชิงเฉียงถามเขาว่าทำไมปู่ถึงเลือกเขา ทั้งที่ทีมรักษาความปลอดภัยมีชื่อเสียงและอุปกรณ์พร้อมกว่า
เฉินอวี่มองออกไปนอกหน้าต่าง “ปู่คุณไม่ได้เลือกคนที่ต่อสู้เก่งที่สุด เขาเลือกคนที่รู้ว่าควรปกป้องอะไร”
“แล้วคุณรู้หรือยังว่าควรปกป้องอะไร”
“ตอนแรกคือชีวิตคุณ”
“ตอนนี้ล่ะ”
เฉินอวี่หันกลับมา “ตอนนี้คือสิทธิ์ของคุณที่จะเลือกชีวิตตัวเอง”
ชิงเฉียงไม่ได้ตอบ เธอหยิบสร้อยข้อมือเงินออกจากลิ้นชัก แผงติดตามถูกถอดออกแล้ว เหลือเพียงรอยเล็ก ๆ ตรงด้านใน เธอไม่เคยทิ้งมัน เพราะมันเตือนให้จำว่าแม้ของขวัญจากคนในครอบครัวก็อาจซ่อนสิ่งที่มองไม่เห็น
ในคืนครบรอบหนึ่งปีหลังเหตุการณ์ เธอกลับไปยังชั้นสามสิบหก อาคารถูกปรับปรุงใหม่ ประตูนิรภัยถูกเปลี่ยน ระบบกล้องมีผู้ตรวจสอบหลายชุด และไม่มีใครสามารถเปิดทางให้คนภายนอกได้ง่ายเหมือนก่อน
เด็กชายที่เฉินอวี่เคยช่วยในวันนั้นเป็นลูกของพนักงานทำความสะอาด เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับการลอบสังหาร เพียงหลงเข้าไปในอาคารขณะตามแม่ที่กำลังหนีออกจากพื้นที่อันตราย ชิงเฉียงรับผิดชอบค่าเล่าเรียนของเขา แต่ย้ำกับแม่ของเด็กว่าไม่ต้องตอบแทนด้วยความภักดีหรือคำขอบคุณ
“ช่วยเขาให้เติบโตเป็นคนที่ไม่ต้องกลัวใคร” เธอบอก “แค่นั้นก็พอ”
ก่อนกลับ เธอยืนที่หน้าต่างซึ่งเคยมีรอยกระสุน รอยนั้นถูกซ่อมจนแทบมองไม่เห็น แต่เธอยังจำตำแหน่งเดิมได้ดี
เฉินอวี่ยืนอยู่ข้าง ๆ โดยไม่พูดอะไร
ชิงเฉียงปลดสร้อยข้อมือออกจากข้อมือ แล้วส่งให้เขา “ช่วยตรวจให้หน่อย”
เขารับไป พลิกดูด้านในอย่างละเอียด ก่อนส่งคืน
“ไม่มีอะไรซ่อนอยู่แล้ว”
“แน่ใจนะ”
“ถ้ามี ผมคงพบตั้งแต่ครั้งแรก”
เธอยิ้มเล็กน้อย “ครั้งแรกคุณก็พูดแบบนี้ แต่ฉันไม่เชื่อคุณ”
“ตอนนี้เชื่อหรือยัง”
ชิงเฉียงสวมสร้อยกลับเข้าที่เดิม “ฉันเชื่อในสิ่งที่คุณทำ ไม่ได้เชื่อเพราะคำพูด”
ด้านล่าง แสงไฟของเมืองส่องผ่านกระจกเป็นเส้นยาว เธอไม่ได้เป็นเพียงทายาทที่รอให้ครอบครัวมอบอำนาจอีกต่อไป และเฉินอวี่ก็ไม่ได้เป็นชายแปลกหน้าที่บุกเข้ามาเพื่อทำตามคำสั่งของคนตายอีกแล้ว
บนข้อมือของชิงเฉียง เหรียญเงินยังคงมีรอยแผลเล็ก ๆ จากวันที่มันเคยซ่อนเครื่องติดตามไว้ แต่ครั้งนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าของเธอ ไม่มีใครกำหนดเส้นทางให้เธอ และเมื่อประตูชั้นสามสิบหกปิดลง เธอเป็นคนถือกุญแจไว้ในมือของตัวเอง