สามีเก่ากำลังจะแต่งงานใหม่ เด็กชายวัยหกขวบกลับวิ่งมากอดฉัน—ผล DNA ทำให้ทั้งตระกูลถูกจับ

สามีเก่าของฉันยังไม่ทันสวมแหวนให้เจ้าสาวคนใหม่ เด็กชายวัยหกขวบก็วิ่งขึ้นเวที มากอดเอวฉันแน่นและตะโกนต่อหน้าแขกทั้งงานว่า

“แม่ครับ พวกเขาหลอกผมว่าแม่ตายไปแล้ว!”

เสียงดนตรีหยุดลงทันที

มือของเจ้าบ่าวค้างอยู่กลางอากาศ

ส่วนอดีตแม่สามีของฉันหน้าซีดจนแทบล้ม เพราะในมือเด็กคนนั้นมีสายรัดข้อมือทารกที่ควรถูกเผาทำลายไปตั้งแต่หกปีก่อน

ดูเรื่องเต็มได้ที่นี่

บนสายรัดมีชื่อของฉัน

และในซองที่เขาถืออยู่ มีผลตรวจ DNA ซึ่งพิสูจน์ว่าเด็กที่ตระกูลกู้เรียกว่า “หลานชายของพี่ใหญ่” มาตลอดหกปี แท้จริงคือลูกชายที่พวกเขาบอกฉันว่าเสียชีวิตตั้งแต่วันคลอด

ฉันชื่อหลินอันหราน

หกปีก่อน ฉันตื่นขึ้นหลังการผ่าตัดและได้รับแจ้งว่า ลูกชายของฉันหยุดหายใจหลังคลอดเพียงสิบห้านาที

ฉันไม่ได้เห็นหน้าเขา

ไม่ได้อุ้มเขา

และไม่ได้รับแม้แต่เถ้ากระดูก

หมอบอกเพียงว่าเกิดภาวะแทรกซ้อนฉุกเฉิน ส่วนกู้อี้เฉิน สามีของฉันในตอนนั้น กอดฉันไว้และร้องไห้จนตัวสั่น

เขาสัญญาว่า ไม่ว่าเราจะมีลูกอีกหรือไม่ เขาจะไม่มีวันทิ้งฉัน

แต่สามเดือนก่อน เขากลับโยนเอกสารหย่าลงตรงหน้า และบอกว่าไม่อาจใช้ชีวิตกับผู้หญิงที่ให้ทายาทแก่ตระกูลไม่ได้

วันนี้เขากำลังจะแต่งงานกับซูเหยา ลูกสาวของประธานธนาคาร ซึ่งประกาศว่าตัวเองตั้งครรภ์ได้สองเดือน

ฉันไม่ได้ตั้งใจมาทำลายงานแต่ง

ฉันมาที่นี่เพราะได้รับข้อความเพียงหนึ่งบรรทัดเมื่อสามวันก่อน

“ถ้าคุณอยากพบลูกชายที่ถูกประกาศว่าตาย ให้มาที่โรงแรมก่อนพิธีเริ่ม”

ข้อความนั้นมาจากจ้าวหลาน อดีตหัวหน้าพยาบาลที่อยู่ในห้องคลอดของฉัน

แต่ก่อนที่เธอจะเล่าความจริงทั้งหมด เด็กชายกลับเห็นฉันจากรูปถ่ายเก่าและวิ่งออกไปเสียก่อน

เขาชื่อกู้เฉินซี

ใบหน้าของเขาคล้ายกู้อี้เฉิน แต่ดวงตาคู่นั้นเหมือนฉันราวกับมองตัวเองในวัยเด็ก

เด็กน้อยกอดฉันแน่นจนฉันแทบหายใจไม่ออก

ฉันอยากกอดเขากลับทันที

แต่ทั้งร่างกลับแข็งค้าง เพราะกลัวว่าหากนี่เป็นเพียงความฝัน ฉันจะสูญเสียลูกเป็นครั้งที่สองเมื่อปล่อยมือ

“ใครปล่อยเด็กคนนี้เข้ามา!” อดีตแม่สามีตะโกนขึ้น

เธอเดินฝ่าฝูงชนมาดึงแขนเฉินซี

เด็กน้อยรีบหลบอยู่ด้านหลังฉัน

“คุณย่าบอกว่าแม่ตายแล้ว” เขาพูดเสียงสั่น “แต่ป้าจ้าวบอกว่าแม่ยังมีชีวิตอยู่”

คำว่า “คุณย่า” ทำให้แขกทั้งงานเริ่มซุบซิบ

เพราะตลอดมา ตระกูลกู้ประกาศว่าเฉินซีเป็นลูกชายของกู้หมิงเจ๋อ ลูกชายคนโตที่เสียชีวิตไปก่อนเด็กเกิด

เขาถูกเรียกว่าทายาทของสายพี่ใหญ่ และถือหุ้นในกู้กรุ๊ปถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์ตามพินัยกรรมของปู่ทวด

แต่ตอนนี้ เด็กกลับเรียกแม่ของอดีตสามีฉันว่า “คุณย่า” ไม่ใช่ “คุณย่าทวด” ตามที่ควรจะเป็น

กู้อี้เฉินรีบลงจากเวที

“อันหราน อย่าเชื่อเรื่องไร้สาระ เด็กเพียงจำคนผิด”

ฉันหยิบสายรัดข้อมือจากมือเฉินซี

หมายเลขผู้ป่วยตรงกับหมายเลขในประวัติการคลอดของฉันทุกหลัก

บนพลาสติกเก่ามีคราบหมึกจาง ๆ เขียนว่า

มารดา: หลินอันหราน

ทารกชาย: มีชีวิต

หัวใจฉันเหมือนถูกฉีกออกกลางงานแต่ง

ฉันเงยหน้ามองอดีตสามี

“นายบอกฉันว่าเขาตายแล้ว”

อี้เฉินหลบตาเพียงเสี้ยววินาที

เสี้ยววินาทีนั้นเพียงพอให้ฉันรู้ว่า เขารู้ทุกอย่าง

ซูเหยา เจ้าสาวคนใหม่ ก้าวลงจากเวทีด้วยสีหน้าไม่พอใจ

“แค่สายรัดข้อมือเก่า ใครก็ปลอมได้ วันนี้เป็นงานแต่งของฉัน ถ้าไม่ออกไป ฉันจะเรียกรปภ.”

จ้าวหลานเดินออกมาจากกลุ่มแขก

เธอวางซองผลตรวจ DNA ลงตรงหน้าทุกคน

“ไม่จำเป็นต้องเรียกรปภ.หรอกค่ะ เพราะฉันเรียกตำรวจและผู้ตรวจสอบกองทรัสต์มาแล้ว”

สีหน้าของอดีตแม่สามีเปลี่ยนไปทันที

เธอพยายามคว้าซอง แต่ฉันหยิบมันขึ้นมาก่อน

ผลตรวจระบุความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับเฉินซีที่มากกว่าร้อยละ 99.99

อีกหน้าหนึ่งระบุว่า บิดาทางชีวภาพของเด็กคือกู้อี้เฉิน

ไม่ใช่พี่ชายที่เสียชีวิตของเขา

ทั้งห้องจัดเลี้ยงระเบิดด้วยเสียงอุทาน

ซูเหยาหันไปมองเจ้าบ่าว

“คุณบอกฉันว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของพี่ชายคุณ!”

อี้เฉินไม่ตอบ

ฉันกลับถามเพียงประโยคเดียว

“ทำไม”

จ้าวหลานเปิดเครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็ก

เสียงอดีตแม่สามีดังขึ้นจากเมื่อหกปีก่อน

“ลูกชายคนโตของฉันตายโดยไม่มีทายาท ถ้าไม่มีเด็กสืบสาย พินัยกรรมจะโอนหุ้นสามสิบเปอร์เซ็นต์ไปมูลนิธิ เราจะยอมเสียหุ้นก้อนนั้นไม่ได้”

จากนั้นเป็นเสียงของอี้เฉิน

“แล้วอันหรานล่ะครับ”

“ก็บอกว่าลูกตาย เธอไม่มีครอบครัว ไม่มีอำนาจ ต่อให้สงสัยก็ทำอะไรไม่ได้”

ฉันมองอดีตสามีด้วยน้ำตาที่ไม่ยอมไหล

ในไฟล์เสียง เขานิ่งไปนาน ก่อนพูดว่า

“ถ้าลงทะเบียนเฉินซีเป็นลูกพี่ใหญ่ ผมจะได้เป็นผู้ดูแลหุ้นจนกว่าเขาจะอายุสิบแปดใช่ไหม”

“ใช่ ทุกอย่างจะอยู่ในมือแก”

คำตอบต่อมาของเขามีเพียงคำเดียว

“ตกลงครับ”

หกปีที่ผ่านมา ฉันคิดว่าลูกตายเพราะร่างกายของฉันอ่อนแอ

ฉันโทษตัวเองทุกคืน

ฉันเข้ารับการรักษาอาการซึมเศร้า และขอโทษสามีที่ไม่อาจมอบครอบครัวสมบูรณ์ให้เขา

ทุกครั้งที่ฉันร้องไห้ เขาจะกอดฉันและบอกว่าไม่ใช่ความผิดของฉัน

แต่ผู้ชายคนเดียวกันนั้นกลับเป็นคนอุ้มลูกออกจากห้องคลอด แล้วปล่อยให้ฉันไว้ทุกข์ให้เด็กที่ยังมีชีวิตอยู่

“นายมองหน้าฉันทุกวันได้อย่างไร” ฉันถาม

อี้เฉินเดินเข้ามาใกล้

“ฉันไม่มีทางเลือก ตอนนั้นบริษัทกำลังจะเสียหุ้นก้อนใหญ่ ฉันตั้งใจว่าเมื่อควบคุมบริษัทได้แล้วจะบอกความจริงกับเธอ”

จ้าวหลานหัวเราะอย่างขมขื่น

“ถ้าตั้งใจจะคืนลูกให้เธอจริง ทำไมเมื่อคืนคุณถึงสั่งให้ส่งเฉินซีออกนอกประเทศทันทีหลังงานแต่งล่ะคะ”

เธอเปิดไฟล์เสียงอีกชุด

ครั้งนี้เป็นบทสนทนาระหว่างอี้เฉินกับซูเหยา

ซูเหยาพูดว่า

“ตราบใดที่เด็กยังอยู่ ถ้ามีใครตรวจ DNA สิทธิ์ดูแลกองทรัสต์ของคุณจะจบ ส่งเขาไปโรงเรียนประจำต่างประเทศและอย่าให้กลับมาจนกว่าเราจะจัดการหุ้นเสร็จ”

อี้เฉินตอบว่า

“หลังแต่งงานคืนนี้ ผมจะให้คนพาเขาไปสนามบิน”

ซูเหยาถอยหลังหนึ่งก้าว

“คุณแอบอัดเสียงฉัน?”

“ไม่ใช่ฉัน” จ้าวหลานตอบ “เป็นพี่เลี้ยงของเฉินซี เธอได้ยินว่าพวกคุณจะส่งเด็กไป จึงมาขอให้ฉันช่วย”

เฉินซีจับชายเสื้อฉันแน่นขึ้น

“แม่ครับ พวกเขาจะส่งผมไปจริงหรือ”

ฉันคุกเข่าลงและกอดเขาไว้

“ไม่มีใครพาลูกไปไหนได้อีกแล้ว”

อดีตแม่สามีชี้หน้าฉัน

“เธอไม่มีสิทธิ์! เด็กคนนี้ถูกเลี้ยงมาในตระกูลกู้ เขาเป็นทายาทของเรา”

“ฉันไม่มีสิทธิ์หรือ”

ฉันลุกขึ้นพร้อมผล DNA ในมือ

“พวกคุณขโมยลูกจากฉัน ปลอมใบมรณบัตร ปลอมทะเบียนเกิด และใช้ชื่อเด็กยึดหุ้นมาหกปี ยังกล้าพูดเรื่องสิทธิ์อีกหรือ”

ประตูห้องจัดเลี้ยงเปิดออก

เจ้าหน้าที่สอบสวนและตัวแทนกองทรัสต์เดินเข้ามาพร้อมหมายตรวจค้น

แขกหลายคนยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายทันที

งานแต่งที่ตระกูลกู้ใช้เงินหลายล้านหยวนจัดขึ้น กลายเป็นสถานที่เปิดโปงความลับที่พวกเขาฝังไว้นานหกปี

แต่เรื่องยังไม่จบเพียงการขโมยเด็ก

ตัวแทนกองทรัสต์เปิดเอกสารบัญชีและประกาศว่า หุ้นสามสิบเปอร์เซ็นต์ถูกกำหนดให้เป็นทรัพย์สินของทายาทสายลูกชายคนโต

เมื่อเฉินซีไม่ใช่ลูกของกู้หมิงเจ๋อ การลงทะเบียนทั้งหมดจึงเป็นเท็จ

และตลอดหกปีที่ผ่านมา อี้เฉินใช้ฐานะผู้ดูแลนำหุ้นของเด็กไปค้ำประกันเงินกู้มากกว่าสองพันล้านหยวน

เงินส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกใช้กับบริษัท

มันถูกโอนไปยังธุรกิจของซูเหยา

เจ้าสาวหันไปหาเขาทันที

“คุณบอกว่าเงินนั้นเป็นของคุณ!”

อี้เฉินตะโกนกลับ

“ถ้าเธอไม่บังคับให้ลงทุนในบริษัทขาดทุนของเธอ ฉันคงไม่ต้องแตะกองทรัสต์!”

ไม่ถึงห้านาที คนสองคนที่กำลังจะสาบานว่าจะรักกันตลอดชีวิตก็เริ่มโยนความผิดให้กันต่อหน้าแขกทั้งหมด

อดีตแม่สามีพยายามเดินหนี แต่จ้าวหลานขวางไว้

“ยังมีอีกเรื่องค่ะ”

เธอนำแฟ้มเวชระเบียนของฉันออกมา

หลังคลอด หมอบอกฉันว่ามดลูกได้รับความเสียหายรุนแรงและไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก

แต่รายงานฉบับจริงระบุว่า ฉันฟื้นตัวตามปกติ

ผลตรวจที่ทำให้ฉันเชื่อว่าตัวเองเป็นหมันถูกปลอมขึ้นตามคำสั่งของอดีตแม่สามี

เหตุผลของเธอเรียบง่ายและโหดร้าย

หากฉันมีลูกอีกคน ความลับเรื่องเฉินซีอาจถูกเปิดเผยจากการเปรียบเทียบสายเลือด และอี้เฉินอาจไม่ยอมทำตามแผนต่อไป

พวกเขาจึงทำให้ฉันเชื่อว่าฉันไม่มีวันเป็นแม่ได้อีก

ซูเหยาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจับหน้าท้องตัวเอง

“เรื่องเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับฉัน ฉันกำลังตั้งครรภ์ ลูกของฉันคือทายาทที่ถูกต้องของอี้เฉิน”

ตัวแทนธนาคารที่มากับเจ้าหน้าที่เปิดแฟ้มอีกชุด

“คุณซูครับ โรงพยาบาลที่คุณใช้ยืนยันว่าไม่มีประวัติการตั้งครรภ์ เอกสารที่นำมายื่นต่อครอบครัวกู้ถูกแก้ไขจากผลตรวจของคนไข้รายอื่น”

สายตาทุกคู่หันไปหาเธอ

ซูเหยาปล่อยมือจากหน้าท้องทันที

เธอไม่ได้ตั้งครรภ์

เธอใช้ผลตรวจปลอมเร่งให้อี้เฉินหย่ากับฉันและแต่งงานก่อนการตรวจสอบกองทรัสต์จะเริ่มขึ้น

อี้เฉินจ้องเธออย่างโกรธจัด

“คุณหลอกผม?”

ซูเหยาหัวเราะทั้งน้ำตา

“แล้วคุณต่างจากฉันตรงไหน คุณเองก็หลอกภรรยาว่าลูกตายมาหกปี!”

คืนนั้น งานแต่งถูกยกเลิก

แต่สำหรับฉัน สิ่งสำคัญมีเพียงการพาเฉินซีออกจากสถานที่แห่งนั้นอย่างปลอดภัย

บนรถ เด็กน้อยนั่งเงียบอยู่ข้างฉันนานมาก

ก่อนจะถามว่า

“แม่จะหายไปอีกไหมครับ”

หัวใจฉันเจ็บจนแทบพูดไม่ออก

ฉันจับมือเขาไว้และตอบว่า

“แม่ไม่ได้ทิ้งลูก แม่เพิ่งรู้วันนี้ว่าลูกยังมีชีวิตอยู่”

เขามองฉันเหมือนพยายามตัดสินว่าควรเชื่อหรือไม่

จากนั้นจึงหยิบรูปถ่ายใบเล็กออกจากกระเป๋า

มันเป็นรูปฉันตอนมหาวิทยาลัย

“ผมเก็บรูปนี้ไว้ใต้หมอนมาสองปี ป้าจ้าวบอกว่าในรูปคือคนที่รักผมที่สุด”

ฉันกอดลูกและร้องไห้เป็นครั้งแรก

ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวด

แต่เพราะหลังจากไว้ทุกข์มาหกปี ในที่สุดฉันก็ได้ยินเสียงหัวใจของลูกเต้นอยู่ในอ้อมแขนอีกครั้ง

เช้าวันต่อมา การประชุมฉุกเฉินของกู้กรุ๊ปถูกจัดขึ้น

ฉันเดินเข้าไปพร้อมเฉินซี ทนาย และเจ้าหน้าที่สอบสวน

อี้เฉิน อดีตแม่สามี และซูเหยาถูกเรียกมาให้ปากคำต่อหน้าคณะกรรมการ

พวกเขาคิดว่าฉันต้องการยึดบริษัท

แต่สิ่งแรกที่ฉันทำคือขอให้ศาลระงับสิทธิ์ผู้ดูแลทรัพย์สินของอี้เฉิน และแต่งตั้งผู้ดูแลอิสระเพื่อปกป้องทรัพย์สินของเฉินซี

“หุ้นเหล่านี้ไม่ใช่ของฉัน และไม่ใช่ของตระกูลกู้” ฉันกล่าว

“จนกว่าคดีจะสิ้นสุด ไม่มีใครควรใช้ชื่อเด็กคนหนึ่งหาเงินได้อีก”

หลักฐานจากจ้าวหลาน ผล DNA เวชระเบียนปลอม และเส้นทางเงินทำให้ทุกอย่างชัดเจน

อดีตแม่สามีถูกดำเนินคดีฐานร่วมปลอมทะเบียนเกิด ปกปิดตัวตนเด็ก และบงการแก้ไขเอกสารทางการแพทย์

อี้เฉินถูกสอบสวนเรื่องพรากผู้เยาว์จากมารดา ฉ้อโกงกองทรัสต์ และยักยอกทรัพย์

ซูเหยาถูกดำเนินคดีจากเอกสารตั้งครรภ์ปลอม การรับเงินผิดกฎหมาย และการร่วมวางแผนส่งเฉินซีออกนอกประเทศ

เมื่อเจ้าหน้าที่กำลังพาตัวอี้เฉินออกไป เขาคุกเข่าลงตรงหน้าฉัน

“อันหราน ฉันยอมรับว่าฉันผิด แต่ฉันเป็นพ่อของเฉินซี ให้โอกาสฉันได้เป็นครอบครัวกับพวกเธออีกครั้งเถอะ”

ฉันยังไม่ทันตอบ เฉินซีก็ขยับมายืนด้านหน้าฉัน

“ถ้าคุณเป็นพ่อ ทำไมคุณถึงบอกว่าผมไม่มีแม่ครับ”

อี้เฉินนิ่งสนิท

เด็กอายุหกขวบถามเพียงประโยคเดียว แต่เขาไม่มีคำโกหกใดเหลือพอจะตอบ

หลายเดือนต่อมา ศาลคืนสถานะความเป็นมารดาให้ฉัน และมอบสิทธิ์ดูแลเฉินซีแก่ฉันระหว่างกระบวนการพิจารณาคดี

หุ้นที่ถูกนำไปค้ำประกันถูกอายัดและตรวจสอบใหม่ทั้งหมด

ฉันไม่ได้รับตำแหน่งในกู้กรุ๊ป และไม่ต้องการมัน

ฉันเพียงจัดตั้งคณะผู้ดูแลอิสระ เพื่อให้ทรัพย์สินทุกส่วนที่เป็นของเฉินซีถูกเก็บไว้จนกว่าเขาจะโตพอจะตัดสินใจด้วยตัวเอง

จ้าวหลานมาอยู่ใกล้บ้านเรา

เธอบอกว่า ตลอดหกปีที่ผ่านมาเธอไม่เคยให้อภัยตัวเองที่ยอมเงียบเพราะถูกข่มขู่

ฉันไม่ได้โทษเธอ

เพราะหากไม่มีสายรัดข้อมือ ไฟล์เสียง และความกล้าครั้งสุดท้ายของเธอ ฉันอาจไม่มีวันรู้ว่าลูกยังมีชีวิต

คืนแรกที่เฉินซีย้ายมาอยู่กับฉัน เขาไม่ยอมนอนคนเดียว

ฉันจึงนั่งข้างเตียงจนเขาหลับ

ก่อนหลับ เขาจับนิ้วฉันไว้แน่นและกระซิบว่า

“พรุ่งนี้แม่ยังอยู่ใช่ไหมครับ”

ฉันก้มลงจูบหน้าผากเขา

“ไม่ใช่แค่พรุ่งนี้”

“ต่อจากนี้ ทุกวันที่ลูกลืมตาขึ้นมา ลูกจะเห็นแม่อยู่ตรงนี้”

ในวันแต่งงานใหม่ของอดีตสามี เขาคิดว่ากำลังกำจัดอดีตและเริ่มต้นชีวิตที่สมบูรณ์แบบ

แต่เด็กคนหนึ่งที่เขาขโมยไปจากฉันกลับเป็นคนเปิดโปงทุกอย่าง

วันนั้นฉันไม่ได้แก้แค้นด้วยการแย่งบริษัทหรือทำลายงานแต่ง

ฉันเพียงรับลูกกลับคืนมา

ส่วนความจริงเป็นผู้ทำลายพวกเขาเอง

Leave a Comment