คุณปู่จ้างสาวขายไส้หมูหนึ่งหมื่นหยวนให้ดัดนิสัยหลานชายจอมขี้เกียจ—แต่ไม่มีใครคาดว่าเธอจะช่วยเขาทวงคืนทั้งตระกูล
“นี่มันไส้หมูไม่ใช่หรือ ใครจะยอมเสียเงินซื้อของเหม็นแบบนี้กินกัน!”

ดูเรื่องเต็มได้ที่นี่
เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นกลางตลาดเช้า เจียงหนิงยืนอยู่หลังแผงไม้เล็ก ๆ ของตนโดยไม่โต้เถียง นางเพียงใช้ตะเกียบคีบไส้หมูชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากหม้อ น้ำซุปสีน้ำตาลแดงหยดลงเป็นสาย กลิ่นหอมของเครื่องเทศลอยไปตามลมจนคนที่กำลังหัวเราะอยู่เมื่อครู่เริ่มกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว ชายชราที่ทุกคนเรียกว่าปู่เสิ่นยืนมองหม้อใบนั้นอยู่นาน ก่อนจะรับชิ้นไส้หมูจากนางด้วยสีหน้าระแวง ทว่าเมื่อกัดลงไปเพียงคำเดียว ดวงตาที่หรี่เล็กของเขาก็พลันเบิกกว้าง ไส้หมูไม่มีกลิ่นคาวแม้แต่น้อย ด้านนอกนุ่มแต่ยังคงความเด้ง น้ำซุปเข้มข้นซึมเข้าไปถึงข้างใน ทั้งเผ็ด หอม และหวานติดปลายลิ้นอย่างพอดี
“เถ้าแก่ ขอหนึ่งชาม ใส่น้ำซุปเยอะหน่อย!” ปู่เสิ่นตะโกนทันที
เมื่อเห็นคนแรกกล้าลอง คนอื่น ๆ จึงเริ่มต่อแถว เจียงหนิงขายของจนแทบไม่มีเวลาหายใจ นางไม่รู้เลยว่าบริเวณมุมตลาด เจียงต้าฉางผู้เป็นลุงแท้ ๆ กำลังยืนมองนางด้วยแววตาอาฆาต ตั้งแต่ครอบครัวแยกบ้านกัน เขาคิดว่าแม่ลูกคู่นี้คงอดตายในไม่ช้า แต่เจียงหนิงกลับนำไส้หมูราคาถูกมาปรุงขายจนหาเงินได้ทุกวัน หากปล่อยให้นางตั้งตัวได้ นางอาจทวงคืนที่ดินซึ่งเขาฉวยโอกาสยึดไปหลังจากพ่อของนางเสียชีวิต เจียงต้าฉางจึงจ้างชายสองคนให้ไปคว่ำหม้อของนาง ทว่าก่อนมือของคนเหล่านั้นจะสัมผัสหม้อ ปู่เสิ่นก็ใช้ไม้เท้าฟาดลงบนข้อมือของพวกเขาจนร้องลั่น สุดท้ายคนก่อเรื่องต้องชดใช้ค่าชามแตกและขาตั้งหม้อที่เสียหาย ก่อนจะหนีไปท่ามกลางเสียงด่าของชาวบ้าน
หลังตลาดวาย ปู่เสิ่นไม่ได้จากไปทันที เขายืนมองเจียงหนิงเก็บร้านอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามว่า “แม่หนู อยากหาเงินก้อนใหญ่หรือไม่”
แน่นอนว่านางอยากได้เงิน แต่นางตอบอย่างระมัดระวังว่าเงินนั้นต้องเป็นเงินสุจริต ชายชราจึงเล่าให้ฟังว่าเขามีหลานชายอายุยี่สิบต้น ๆ ผู้หนึ่ง วัน ๆ เอาแต่เที่ยวเล่น ไม่เคยทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน ด่าก็แล้ว ตีก็แล้ว ส่งไปฝึกงานที่ไหนก็อยู่ได้ไม่เกินสามวัน หากเจียงหนิงสามารถทำให้หลานชายของเขารู้จักทำงาน เขาจะให้นางหนึ่งหมื่นหยวน สำหรับหญิงสาวในหมู่บ้าน เงินจำนวนนี้มากพอจะซ่อมบ้าน ซื้อหมูหลายสิบตัว และรักษาอาการป่วยเรื้อรังของมารดา เจียงหนิงจึงตอบตกลงโดยไม่ลังเล นางคิดว่าคนขี้เกียจคนหนึ่งคงรับมือไม่ยาก แต่เมื่อปู่เสิ่นพาหลานชายมาส่งในวันรุ่งขึ้น นางจึงรู้ว่าตนคิดผิดเพียงใด
เสิ่นซูไป๋แต่งกายด้วยเสื้อผ้าเนื้อดี ใบหน้าหล่อเหลาราวกับคุณชายในละคร แต่ปากร้ายเสียจนแม้แต่สุนัขข้างทางยังอยากเห่าใส่ เขามองบ้านดินหลังเล็ก มองคอกหมู และมองกะละมังไส้หมูสองใบ ก่อนจะถามปู่อย่างไม่อยากเชื่อว่า “คุณปู่จะให้ผมอยู่กับผู้หญิงฆ่าหมูคนนี้จริง ๆ หรือ”
“ถ้าเรียนรู้ที่จะทำงานไม่ได้ ก็ไม่ต้องกลับเข้าบ้านตระกูลเสิ่นอีก” ปู่เสิ่นกล่าวจบก็ขึ้นรถจากไป ทิ้งหลานชายไว้กับเสื้อผ้าหนึ่งชุดและเงินในกระเป๋าเพียงไม่กี่หยวน
เสิ่นซูไป๋ตะโกนเรียกจนรถหายไปจากสายตา จากนั้นจึงหันมาสั่งให้เจียงหนิงพาเขากลับเข้าเมือง แต่นางไม่ตอบ เพียงยกตัวเขาขึ้นพาดบ่าแล้วแบกกลับบ้านต่อหน้าชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน คุณชายผู้เคยมีคนรับใช้เปิดประตูให้ถึงกับหน้าแดงก่ำ เขาดิ้นและด่าอยู่ตลอดทาง แต่เจียงหนิงพูดเพียงว่า “ข้ารู้แล้วว่าคุณเป็นใคร คุณคือคนที่หนักมาก และถ้ายังดิ้นต่อ ข้าจะโยนคุณลงคูน้ำ”
งานแรกที่นางมอบให้คือการล้างไส้หมูสองกะละมัง เสิ่นซูไป๋ยืนยันว่าต่อให้ต้องอดตาย เขาก็ไม่มีวันแตะต้องของเหม็นเหล่านั้น เจียงหนิงจึงเก็บอาหารทั้งหมดเข้าครัวโดยไม่คิดเกลี้ยกล่อม ตกกลางคืน กลิ่นหมูแดงและข้าวสวยร้อน ๆ ลอยออกมาจากบ้าน เสิ่นซูไป๋นอนกอดท้องอยู่ใต้ชายคา ทนได้ไม่ถึงครึ่งคืนก็แอบเข้าไปค้นหม้อ แต่พบเพียงกะละมังไส้หมูที่ยังไม่ได้ล้าง เช้าวันต่อมา เขายอมจับมันด้วยปลายตะเกียบก่อนจะค่อย ๆ ใช้ขี้เถ้าไม้และเกลือขัดตามที่นางสอน แม้จะบ่นตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนตกดิน แต่สุดท้ายเขาก็ล้างเสร็จจนได้
คืนนั้น เจียงต้าฉางแอบมาหาเสิ่นซูไป๋ เขายื่นห่อยาผงให้พร้อมบอกว่า หากเทมันลงในหม้อไส้หมูของเจียงหนิงจนขายไม่ได้ เขาจะหารถส่งเสิ่นซูไป๋กลับเข้าเมือง คุณชายหนุ่มรับห่อยานั้นไว้โดยไม่ตอบอะไร เช้าวันถัดมา เจียงต้าฉางพาชาวบ้านจำนวนหนึ่งมาที่บ้านของเจียงหนิง กล่าวหาว่าในหม้อของนางมีของสกปรก หากกินเข้าไปอาจเป็นอันตราย เจียงหนิงตักไส้หมูจากหม้อกินต่อหน้าทุกคน แต่เขายังเถียงว่านางอาจรู้ว่าชิ้นใดกินได้และชิ้นใดกินไม่ได้ ขณะที่ชาวบ้านเริ่มลังเล เสิ่นซูไป๋กลับเดินออกมาพร้อมห่อยาผงในมือ
“คนที่อยากใส่ของลงในหม้อไม่ใช่นาง แต่เป็นท่านต่างหาก” เขาโยนห่อยาผงลงตรงหน้าเจียงต้าฉาง “เมื่อคืนท่านให้ข้าทำลายหม้อนี้ ข้าอาจไม่ชอบทำงานและมีอารมณ์ร้าย แต่ข้ายังไม่ชั่วช้าพอจะใช้ชีวิตของคนทั้งตลาดเป็นเครื่องมือ”
เจียงต้าฉางหน้าเสีย ก่อนจะอ้างว่าตนเพียงล้อเล่นแล้วรีบหนีไป เจียงหนิงมองเสิ่นซูไป๋ด้วยความประหลาดใจ เขายืดอกอย่างภาคภูมิ คิดว่านางคงยอมปล่อยเขากลับบ้านเป็นรางวัล แต่เจียงหนิงกลับยื่นกะละมังใบใหม่ให้ “เมื่อคืนคุณล้างเฉพาะด้านนอก ด้านในยังมีชั้นไขมันอยู่ วันนี้ล้างใหม่ทั้งหมด”
เสิ่นซูไป๋แทบเป็นลม ทว่าในครั้งนี้เขาไม่ได้โยนกะละมังทิ้ง เพียงนั่งลงแล้วเริ่มพลิกไส้หมูอย่างทุลักทุเล จากนั้นเขาค่อย ๆ เรียนรู้การล้างจาน ผ่าฟืน หาบน้ำ และตัดหญ้าให้ลูกหมู มือที่เคยนุ่มเริ่มมีตุ่มพอง เสื้อผ้าราคาแพงถูกกิ่งไม้เกี่ยวจนขาด แต่คำบ่นของเขากลับน้อยลงทุกวัน วันหนึ่งเจียงหนิงนำเห็ดสีดำที่เก็บจากชายป่ามาทำอาหาร เสิ่นซูไป๋จำได้ทันทีว่าเป็นเห็ดป่าชนิดเดียวกับที่ภัตตาคารในเมืองขายในราคาสูง นางจึงชวนเขาขึ้นเขาไปเก็บในเช้าวันรุ่งขึ้น แม้ปากจะบอกว่าไม่ไปเพราะกลัวยุง งู และหมาป่า แต่พอรุ่งสาง เขากลับยืนรออยู่หน้าบ้านก่อนนางเสียอีก
ทั้งสองเก็บเห็ดได้สองตะกร้าแล้วนำไปขายที่ภัตตาคารชุนเซียง ผู้จัดการร้านเห็นพวกเขาแต่งตัวเหมือนชาวบ้านจึงตั้งใจเอาเปรียบ เสนอราคาเพียงสองเหมาต่อหนึ่งจิน อีกทั้งยังแอบบีบเห็ดชั้นดีให้แตกเพื่อกดราคาให้ต่ำลง เจียงหนิงกำลังจะเก็บของกลับ เสิ่นซูไป๋ก็จับข้อมือผู้จัดการไว้แล้วกล่าวเสียงเย็นว่า “เห็ดสมบูรณ์เหล่านี้ใช้เพียงสองสามดอกก็ขายซุปได้สิบกว่าหยวน ท่านยังแกล้งทำให้ของเสียหายเพื่อกดราคาอีก คิดว่าชาวบ้านไม่รู้เรื่องต้นทุนหรือ”
ผู้จัดการจำเสียงของเขาได้ เมื่อเสิ่นซูไป๋เปิดผ้าที่ปิดใบหน้าออก ชายคนนั้นก็หน้าซีดทันที เพราะคุณชายผู้ซึ่งตนพยายามหลอกคือหลานชายเจ้าของภัตตาคาร เขารีบก้มศีรษะขอโทษและยอมรับซื้อเห็ดทั้งหมดในราคาที่เป็นธรรม เสิ่นซูไป๋ไม่ได้ใช้อำนาจไล่เขาออก เพียงสั่งให้ติดป้ายราคารับซื้อวัตถุดิบอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้ร้านเอาเปรียบชาวบ้านอีก เจียงหนิงมองเขาเงียบ ๆ นางเพิ่งเห็นเป็นครั้งแรกว่าภายใต้ท่าทางเกียจคร้านและปากร้าย ชายหนุ่มผู้นี้มีสายตาทางการค้าเฉียบคมกว่าคนทั่วไปมาก
หลังจากวันนั้น ทั้งสองเริ่มทำงานด้วยกันอย่างจริงจัง เจียงหนิงรับหน้าที่ปรุงอาหารและคัดวัตถุดิบ ส่วนเสิ่นซูไป๋จดบัญชี ติดต่อภัตตาคาร และคำนวณเส้นทางขนส่ง เขาพบว่าหากรับซื้อเห็ด หน่อไม้ และผักป่าจากชาวบ้านหลายครอบครัวพร้อมกัน จะสามารถส่งเข้าเมืองได้ทุกวันโดยลดต้นทุนลงครึ่งหนึ่ง เงินที่เคยหมดไปกับสุราและการพนันกลับถูกใช้ซื้อเกวียนและสร้างโรงเรือนเล็ก ๆ ภายในเวลาไม่ถึงสามเดือน แผงไส้หมูของเจียงหนิงก็กลายเป็นร้านอาหารที่มีคนต่อแถวตั้งแต่เช้า เสิ่นซูไป๋ยังช่วยนางคิดชื่อร้านว่า “เจียงจี้” และออกแบบตราประทับรูปหมูตัวอ้วนด้วยตนเอง
ความสำเร็จของหลานสาวทำให้เจียงต้าฉางร้อนใจยิ่งกว่าเดิม เขาขโมยสูตรเครื่องเทศจากบ้านของนางแล้วเปิดร้านเลียนแบบอยู่ตรงข้ามตลาด แต่เพราะเสียดายต้นทุน เขาซื้อไส้หมูเก่าที่เริ่มเน่า นำมาล้างอย่างลวก ๆ แล้วใช้เครื่องเทศจำนวนมากกลบกลิ่น เพียงไม่กี่วันก็มีชาวบ้านสามคนปวดท้องอย่างรุนแรง เจียงต้าฉางรีบนำชามที่มีตราร้านเจียงจี้ไปทิ้งไว้หน้าบ้านผู้ป่วย ก่อนจะปล่อยข่าวว่าอาหารของเจียงหนิงเป็นต้นเหตุ เจ้าหน้าที่จากอำเภอมาปิดร้านของนางทันที เงินเก็บทั้งหมดถูกใช้รักษาผู้ป่วย ส่วนชาวบ้านที่เคยต่อแถวซื้ออาหารกลับยืนด่าทออยู่หน้าประตู
แม่เจียงร้องไห้ทั้งคืนและขอให้ลูกสาวยอมรับผิดเสียเพื่อให้เรื่องจบ แต่เจียงหนิงรู้ดีว่าหากนางก้มศีรษะในวันนี้ ชื่อเสียงที่สร้างมาทั้งหมดจะไม่มีวันกลับคืนมา เสิ่นซูไป๋จึงนำสมุดบัญชีออกมาวางตรงหน้าเจ้าหน้าที่ ทุกวันเขาบันทึกจำนวนวัตถุดิบ เวลาเริ่มต้ม และชื่อของผู้ส่งสินค้าไว้อย่างละเอียด ไส้หมูในร้านของพวกเขามีตราประทับจากโรงเชือดประจำอำเภอ ขณะที่เศษอาหารจากบ้านผู้ป่วยไม่มีตราดังกล่าว นอกจากนี้ เขายังสังเกตเห็นว่าชามซึ่งเจียงต้าฉางนำไปวางไว้เป็นชามรุ่นเก่าที่ร้านเลิกใช้ไปตั้งแต่หนึ่งเดือนก่อน
ทั้งสองตามหาคนขายไส้หมูจนพบว่าเจียงต้าฉางซื้อของเสียไปในราคาถูกจริง แต่ก่อนที่พยานจะไปให้การ เขากลับถูกคนลึกลับทำร้ายจนหมดสติ เรื่องนี้ทำให้เสิ่นซูไป๋รู้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังอาจไม่ได้ต้องการเล่นงานเพียงเจียงหนิง หากต้องการกำจัดเขาด้วย ในคืนนั้นเอง คนของปู่เสิ่นก็มาถึงหมู่บ้านพร้อมข่าวว่าเสิ่นหรง อารองของเสิ่นซูไป๋ กำลังเรียกประชุมตระกูลเพื่อปลดเขาออกจากตำแหน่งผู้สืบทอด เหตุผลคือเขาใช้ชีวิตไร้สาระและปล่อยให้หญิงชาวบ้านหลอกใช้ชื่อเสียงของตระกูลจนเกิดคดีอาหารเป็นพิษ
ในที่สุดเสิ่นซูไป๋ก็เข้าใจว่าเหตุใดเจียงต้าฉางจึงกล้าก่อเรื่องครั้งแล้วครั้งเล่า เงินที่ใช้เปิดร้าน ซื้อพยาน และทำร้ายคนขายวัตถุดิบ ล้วนมาจากเสิ่นหรง อารองรู้ว่าปู่เสิ่นส่งหลานชายมาดัดนิสัย หากเสิ่นซูไป๋กลับตัวได้ ตำแหน่งผู้สืบทอดย่อมไม่มีวันตกถึงมือตน เขาจึงต้องทำลายทั้งชื่อเสียงของเจียงหนิงและความเชื่อมั่นที่ปู่มีต่อหลานชาย
“คุณกลับเข้าเมืองเถอะ” เจียงหนิงบอกเขา “เรื่องของข้า ข้าจะจัดการเอง”
เสิ่นซูไป๋นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบผ้ากันเปื้อนเก่า ๆ มาผูกเอวแล้วนั่งล้างไส้หมูต่อ “ตอนข้าอยากกลับ คุณไม่ยอมให้กลับ ตอนนี้ข้าไม่อยากกลับ คุณกลับมาไล่กันง่าย ๆ ได้อย่างไร ร้านนี้ข้ามีส่วนล้างจาน ผ่าฟืน และถูกหมูกัดมาตั้งหลายครั้ง ต่อให้ต้องปิด ก็ต้องปิดหลังจากพิสูจน์ความจริงแล้ว”
เจียงหนิงหลุดหัวเราะทั้งที่ดวงตาแดงก่ำ นางกับเสิ่นซูไป๋จึงวางแผนล่อคนร้ายออกมา พวกเขาปล่อยข่าวว่าคนขายไส้หมูฟื้นแล้วและเก็บใบสั่งซื้อที่มีลายมือของเจียงต้าฉางไว้ คืนนั้นเจียงต้าฉางกับลูกน้องของเสิ่นหรงบุกเข้าไปในโรงรักษาเพื่อขโมยหลักฐาน แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ที่ซ่อนตัวอยู่จับได้ทั้งหมด เมื่อถูกสอบสวน เจียงต้าฉางยอมสารภาพว่าเสิ่นหรงเป็นคนให้เงินเขา และสั่งให้ทำให้เกิดคดีอาหารเป็นพิษเพื่อโยนความผิดให้ร้านเจียงจี้
รุ่งเช้า เสิ่นซูไป๋พาเจียงหนิงเข้าเมืองไปยังการประชุมตระกูลเสิ่น เสิ่นหรงกำลังยืนกล่าวหาว่าหลานชายทำให้ชื่อเสียงของตระกูลแปดเปื้อน ประตูห้องประชุมก็ถูกผลักเปิด เสิ่นซูไป๋เดินเข้ามาในเสื้อผ้าธรรมดา มือของเขายังมีรอยแผลจากการผ่าฟืน แต่ท่าทางกลับสงบนิ่งจนทุกคนเงียบเสียง เขาวางสมุดบัญชี หลักฐานการโอนเงิน และคำรับสารภาพของเจียงต้าฉางลงบนโต๊ะ ก่อนจะเปิดเผยต่อว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เสิ่นหรงยักยอกเงินจากภัตตาคารหลายแห่งผ่านการซื้อวัตถุดิบปลอม ยอดเงินที่หายไปตรงกับบัญชีลับซึ่งผู้จัดการร้านหลายสาขาช่วยกันรวบรวม
เสิ่นหรงพยายามปฏิเสธ แต่ปู่เสิ่นเดินออกมาจากห้องด้านหลัง ที่แท้ชายชรารู้มานานแล้วว่าบุตรชายคนรองกำลังเคลื่อนไหว เขาเพียงยังไม่มีหลักฐาน และต้องการรู้ว่าหลานชายที่เอาแต่หลบหนีความรับผิดชอบจะยอมลุกขึ้นปกป้องสิ่งใดด้วยตนเองหรือไม่ เสิ่นหรงถูกส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ ส่วนเจียงต้าฉางต้องชดใช้ค่าเสียหายและคืนโฉนดที่ดินซึ่งเคยหลอกเอาไปจากแม่เจียง ชื่อเสียงของร้านเจียงจี้ได้รับการฟื้นฟู ชาวบ้านที่เคยต่อว่าพากันนำของมาขอโทษจนเต็มหน้าบ้าน
ปู่เสิ่นมอบเงินหนึ่งหมื่นหยวนให้เจียงหนิงตามสัญญา แต่ก่อนที่นางจะรับ เขากลับยื่นสัญญาอีกฉบับให้ ในสัญญาระบุว่าตระกูลเสิ่นจะลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปอาหารให้หมู่บ้าน โดยเจียงหนิงถือหุ้นครึ่งหนึ่งและมีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องสูตรกับคุณภาพวัตถุดิบทั้งหมด ชายชรายิ้มแล้วกล่าวว่า “เงินหนึ่งหมื่นเป็นค่าดัดนิสัยหลานชายข้า ส่วนสัญญานี้เป็นค่าที่เจ้าสอนให้คนแก่คนหนึ่งรู้ว่า ผู้สืบทอดที่ดีไม่จำเป็นต้องเกิดมารู้ทุกอย่าง ขอเพียงรู้จักก้มหน้าลงทำงานและไม่ทอดทิ้งคนที่ร่วมทุกข์กันมาก็พอ”
เสิ่นซูไป๋ไม่ได้กลับไปใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยเช่นเดิม เขาเดินทางระหว่างเมืองกับหมู่บ้านทุกวัน ช่วยดูแลร้าน วางระบบรับซื้อผลผลิต และเปิดโรงเรียนเล็ก ๆ สอนชาวบ้านอ่านบัญชีเพื่อไม่ให้ถูกพ่อค้ากดราคา โรงงานของเจียงหนิงไม่รับซื้อของเสีย ไม่ใช้เครื่องเทศกลบกลิ่น และอนุญาตให้ลูกค้าตรวจดูครัวได้ทุกเวลา ภายในสามปี ชื่อ “เจียงจี้” ขยายไปทั่วทั้งมณฑล ไส้หมูที่เคยถูกหัวเราะเยาะกลายเป็นอาหารขึ้นชื่อซึ่งแม้แต่คนมั่งคั่งต้องจองล่วงหน้า
ในวันเปิดภัตตาคารสาขาใหญ่ที่สุด ปู่เสิ่นถามต่อหน้าทุกคนว่า เมื่อใดหลานชายจะพาหลานสะใภ้กลับบ้านเสียที เสิ่นซูไป๋จึงหยิบกล่องกำมะหยี่ออกมาจากอกเสื้อ แต่แทนที่จะมีแหวนราคาแพงอยู่ข้างใน กลับเป็นกุญแจทองเหลืองดอกหนึ่ง
“นี่คือกุญแจโรงงาน ร้านทั้งหมด และห้องเก็บบัญชี” เขากล่าวกับเจียงหนิง “เมื่อก่อนข้าคิดว่าการเป็นคุณชายหมายถึงไม่ต้องทำอะไร แต่คุณทำให้ข้ารู้ว่า คนที่คู่ควรกับสิ่งใด ต้องยอมใช้สองมือรักษาสิ่งนั้นไว้ ข้าไม่ขอให้คุณแต่งเข้าตระกูลเสิ่น ข้าจะเป็นคนเข้ามาอยู่ในครอบครัวของคุณเอง ต่อไปคุณทำอาหาร ข้าทำบัญชี คุณเลี้ยงหมู ข้าตัดหญ้า หากคุณยังไม่พอใจ ข้าจะล้างไส้หมูให้ตลอดชีวิตด้วย”
เสียงหัวเราะดังไปทั่วร้าน เจียงหนิงมองมือของชายหนุ่ม มือคู่นั้นเคยสะอาดจนไม่ยอมแตะกะละมังเก่า ๆ แต่บัดนี้เต็มไปด้วยรอยแผลและความหยาบกร้านไม่ต่างจากมือของนาง นางรับกุญแจมา ก่อนจะตอบด้วยรอยยิ้มว่า “เรื่องแต่งงานเอาไว้คิดทีหลัง คืนนี้ไส้หมูสามร้อยจินยังไม่มีคนล้าง”
เสิ่นซูไป๋ชะงัก ขณะที่ปู่เสิ่นหัวเราะจนต้องใช้ไม้เท้าพยุงตัว ทว่าเมื่อเจียงหนิงเดินเข้าไปในครัว ชายหนุ่มก็ถอดเสื้อนอก พับแขนเสื้อ และเดินตามนางไปอย่างว่าง่าย เพราะครั้งนี้เขาไม่ได้ทำงานเพื่อให้ปู่ยอมรับ ไม่ได้ทำเพราะกลัวอดอาหาร และไม่ได้ทำเพื่อกลับไปเป็นคุณชายใหญ่แห่งตระกูลเสิ่น เขาทำเพราะในบ้านหลังเล็กที่เคยเต็มไปด้วยกลิ่นไส้หมู เขาได้พบทั้งศักดิ์ศรี ความหมายของชีวิต และคนผู้หนึ่งซึ่งทำให้เขาอยากใช้สองมือสร้างอนาคตขึ้นมาด้วยตนเอง
หลายปีต่อมา ผู้คนยังคงเล่าเรื่องคุณชายจอมขี้เกียจซึ่งถูกหญิงสาวขายไส้หมูดัดนิสัยจนกลายเป็นนักธุรกิจผู้ซื่อสัตย์ แต่มีเพียงเสิ่นซูไป๋เท่านั้นที่รู้ความจริง—เจียงหนิงไม่เคยเปลี่ยนเขา นางเพียงโยนกะละมังใบหนึ่งมาตรงหน้า แล้วทำให้เขาเห็นว่า ชีวิตซึ่งเคยคิดว่าไร้ค่า สามารถล้างให้สะอาดและเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ขอเพียงคนผู้นั้นยอมลงมือด้วยตัวเอง