ประธานสาวคิดว่าขอทานกำลังต้มกินเธอ—ไม่รู้เลยว่าเขาคือหมอเทวดาคู่หมั้น ผู้กลับมาทวงคลินิกและล้างแค้นให้ตระกูลที่ถูกฆ่าล้าง

ประธานสาวคิดว่าชายแปลกหน้ากำลังต้มกินเธอ—ก่อนรู้ว่าเขาคือหมอเทวดาคู่หมั้น ผู้กลับมาทวงคลินิกและล้างแค้นให้ตระกูลที่ถูกฆ่าล้าง

เมื่อซูจงลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นไม่ใช่เพดานโรงพยาบาลหรือใบหน้าของผู้ช่วย หากเป็นไอน้ำสีขาวซึ่งลอยหนาทึบอยู่เหนือศีรษะ ร่างกายของเธอถูกแช่อยู่ในถังเหล็กขนาดใหญ่ น้ำร้อนจัดเดือดปุด ๆ รอบตัว ขณะที่ชายหนุ่มแต่งกายมอมแมมกำลังยืนโยนสมุนไพรสีดำลงในเตาไฟอย่างไม่รีบร้อน กลิ่นขมฉุนรุนแรงจนเธอแทบอาเจียน และเมื่อสังเกตเห็นมีดสั้นกับเข็มเงินวางอยู่บนโต๊ะ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในหัวก็คือ เธอกำลังจะถูกชนเผ่ากินคนต้มเป็นอาหาร

ดูเรื่องเต็มได้ที่นี่

“ช่วยด้วย! ปล่อยฉันออกไป ฉันให้เงินคุณได้ทุกอย่าง อย่ากินฉัน!” ซูจงพยายามปีนออกจากถัง แต่ชายหนุ่มกลับใช้ฝ่ามือกดไหล่เธอลง น้ำเสียงของเขาสงบนิ่งจนน่าโมโห “หากยังร้องต่อ หัวใจจะยิ่งเต้นเร็ว พิษก็จะไหลเข้าสู่เส้นชีพจรเร็วขึ้น ถึงตอนนั้นต่อให้ข้าไม่กิน เจ้าย่อมตายเองอยู่ดี” คำเตือนดังกล่าวไม่ได้ทำให้เธอสบายใจขึ้นแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เธอกลับร้องดังยิ่งกว่าเดิม จนชายหนุ่มต้องยกฝาถังมาปิดไว้ครึ่งหนึ่งแล้วเพิ่มฟืนใต้เตา

ชายหนุ่มผู้นั้นชื่อเจียงหลี เป็นทายาทคนสุดท้ายของตระกูลแพทย์เจียง เขาไม่ได้กำลังต้มซูจงเพื่อเป็นอาหาร แต่ใช้วิธีชุบเส้นชีพจรด้วยน้ำแข็งและไฟ ขับพิษเย็นซึ่งซ่อนอยู่ในไขกระดูกของเธอมานานกว่ายี่สิบปี อุณหภูมิของน้ำยาต้องสูงพอจะเปิดรูขุมขน ขณะเดียวกันเข็มเงินต้องปิดจุดชีพจรสำคัญเพื่อไม่ให้พิษหนีเข้าสู่หัวใจ หากพลาดเพียงตำแหน่งเดียว ซูจงอาจเสียชีวิตในทันที

ไม่นานนัก ไอสีดำก็เริ่มลอยออกมาจากผิวของหญิงสาว น้ำใสในถังเปลี่ยนเป็นสีเทาขุ่นและส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง ซูจงซึ่งก่อนหน้านี้ยังร้องว่ากำลังจะถูกต้มสุกกลับเริ่มรู้สึกถึงความอบอุ่นซึ่งไม่เคยมีมาก่อน นับตั้งแต่จำความได้ มือเท้าของเธอเย็นจัดอยู่เสมอ ทุกคืนต้องสวมเสื้อหนาหลายชั้น แม้แต่กลางฤดูร้อนยังต้องเปิดเครื่องทำความร้อน แต่หลังเจียงหลีแทงเข็มสุดท้ายลงตรงจุดหย่งเฉวียน ความหนาวที่เกาะอยู่ตามกระดูกกลับค่อย ๆ ละลาย ราวกับน้ำแข็งซึ่งถูกแสงอาทิตย์สัมผัสเป็นครั้งแรก

ผู้ช่วยของซูจงกับองครักษ์เดินทางมาถึงในเวลานั้นพอดี เมื่อเห็นนายหญิงเปลือยไหล่อยู่ในถังยา ส่วนชายแต่งตัวเหมือนขอทานกำลังกดมืออยู่บนหน้าอกเธอ ทุกคนต่างคิดว่าเกิดเรื่องเลวร้าย ต้าหู่ ศิษย์น้องของเจียงหลีต้องยืนขวางประตูเอาไว้ ขณะที่เจียงหลีถอนเข็มอย่างไม่สะทกสะท้าน “พิษบนผิวหนังถูกขับออกไปแล้ว แต่ต้นตอยังอยู่ในร่าง หากต้องการรักษาให้หายขาดต้องใช้เวลา” เขากล่าว ก่อนมองน้ำยาสีดำในถังแล้วเสริมอย่างจริงจังว่า “ครั้งหน้าต้องเพิ่มค่ารักษา กลิ่นนี้รุนแรงเกินกว่าจะคิดราคาเดิม”

ซูจงได้รับเสื้อคลุมจากผู้ช่วยแล้วก้าวออกจากถัง แม้จะรับรู้ว่าร่างกายดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่ความเย่อหยิ่งไม่อนุญาตให้เธอแสดงความขอบคุณ “อย่าคิดว่าช่วยชีวิตฉันแล้วจะสามารถแตะต้องตัวฉันตามใจชอบ การกระทำเมื่อครู่นับว่าล่วงเกินอย่างมาก บอกจำนวนเงินมา ฉันจะชดใช้ให้” เจียงหลีมองหญิงสาวที่เพิ่งรอดพ้นจากความตายแต่ยังมีแรงต่อว่าเขา ก่อนหยิบกระดาษเก่าสีเหลืองออกจากอกเสื้อ มันคือสัญญาหมั้นหมายที่บิดาของทั้งสองตระกูลเขียนไว้ตั้งแต่พวกเขายังเด็ก

เมื่อเห็นชื่อบิดาของตนบนเอกสาร สีหน้าของซูจงเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เพียงชั่วครู่เธอก็กลับมาเย็นชาอีกครั้ง “นี่เป็นเพียงกระดาษที่พ่อของฉันยัดเยียดไว้ก่อนเสียชีวิต ฉันไม่เคยยอมรับการหมั้น และไม่มีวันแต่งงานกับคนที่เพิ่งพบกัน” เจียงหลีไม่ได้โกรธ เขาไม่ได้ลงจากหุบเขาเพื่อบังคับหญิงสาวแต่งงาน หากมาเพราะคำสั่งเสียของบิดา และความลับซึ่งถูกฝังอยู่ในร่างของซูจงมานานถึงสิบห้าปี

เขาหยิบหยกสีดำซึ่งห้อยอยู่ข้างเอวเธอขึ้นมา เมื่อเลือดหนึ่งหยดของเขาสัมผัสผิวหยก เงารูปร่างคล้ายจักจั่นพลันเคลื่อนไหวอยู่ภายใน “เจ้าเกิดมาพร้อมเส้นชีพจรหยินเย็น ตามปกติควรเสียชีวิตตั้งแต่อายุสามขวบ บิดาของข้าจึงผนึกคัมภีร์สวรรค์ไว้ในเส้นชีพจรหัวใจ ใช้พลังของมันรักษาชีวิตเจ้า ต่อมาตระกูลจ้าวขายข่าวนี้ให้หออายุวัฒนะ พวกมันไม่อาจทำลายผนึกได้ จึงฝังแม่จักจั่นเก้าหยินไว้ในตัวเจ้า ปล่อยให้มันกัดกินพลังทีละน้อย เมื่อผนึกแตก พวกมันจะชิงคัมภีร์และเอาชีวิตเจ้าไปพร้อมกัน”

เรื่องราวทั้งหมดฟังดูเหลือเชื่อเกินกว่าซูจงจะยอมรับ เธอจึงสรุปว่าเจียงหลีแต่งเรื่ององค์กรลับกับคัมภีร์สวรรค์ขึ้นมา เพื่อให้เธอซาบซึ้ง ยอมแต่งงาน และเปิดทางให้เขาเข้ายึดซูกรุ๊ป “หากต้องการเงิน ฉันให้คุณได้ แต่ถ้าคิดใช้กระดาษใบนี้มาเป็นเจ้าของฉันกับบริษัท จงล้มเลิกความคิดเสีย” เธอฉีกสัญญาหมั้นออกเป็นสองส่วนและปล่อยลงบนพื้น ก่อนหันหลังจากไปโดยไม่สนใจสายตาของชายหนุ่ม

เจียงหลีไม่ได้ไล่ตาม เพียงกล่าวเตือนจากด้านหลังว่า ยามสามของคืนวันพุธ พิษเย็นจะกำเริบอีกครั้งและรุนแรงขึ้นสิบเท่า การรักษาวันนี้ทำได้เพียงกดพิษไว้ชั่วคราว เมื่อถึงเวลานั้น การแพทย์สมัยใหม่จะไม่สามารถช่วยเธอได้ มีเพียงวิชาเข็มกุ่ยกู่กับสมุนไพรร้อยชนิดของตระกูลเจียงเท่านั้นที่มีโอกาสกำจัดแม่จักจั่นออกจากร่าง “หากอยากมีชีวิต จงมาหาข้าที่คลินิกสมุนไพรเจียง” เขากล่าว ซูจงกลับตอบโดยไม่หันมาแม้แต่น้อยว่า เธอจะหาหมอที่เก่งกว่าเขา และทั้งสองจะไม่มีวันพบกันอีก

หลังจากหญิงสาวจากไป ต้าหู่ถามว่าเหตุใดศิษย์พี่จึงไม่บอกความจริงทั้งหมด ทั้งเรื่องที่บิดาของเจียงหลียอมสละพลังครึ่งชีวิตเพื่อช่วยซูจงในวัยเด็ก และเรื่องที่ตระกูลเจียงถูกฆ่าล้างเพราะปกป้องคัมภีร์ในร่างของเธอ เจียงหลีเก็บเศษสัญญาหมั้นขึ้นมาอย่างเงียบงัน ก่อนตอบว่า คนที่ไม่ยอมเชื่อ ต่อให้ฟังความจริงหนึ่งร้อยครั้งก็ยังมองว่าเป็นคำโกหก เขาจึงไม่คิดเสียเวลาอธิบายอีก เพราะก่อนถึงวันพุธยังมีสิ่งสำคัญกว่าต้องทำ นั่นคือทวงคลินิกของครอบครัวคืนจากตระกูลจ้าว

สิบห้าปีก่อน คลินิกสมุนไพรเจียงเคยเป็นสถานพยาบาลที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองหลินโจว บิดาของเจียงหลีรักษาทั้งขุนนาง พ่อค้า และคนยากจนโดยไม่แบ่งแยก ผู้ไม่มีเงินไม่เพียงได้รับการรักษาฟรี แต่บางครั้งยังได้รับค่าเดินทางกลับบ้าน ทว่าชื่อเสียงของตระกูลเจียงกลับขัดผลประโยชน์ของหออายุวัฒนะ เมื่อบิดาปฏิเสธส่งมอบคัมภีร์สวรรค์ พวกมันจึงร่วมมือกับตระกูลจ้าว วางเพลิงคลินิกและสังหารคนในครอบครัว เจียงหลีรอดชีวิตเพราะถูกซ่อนในห้องสมุนไพรใต้ดิน ก่อนอาจารย์แห่งหุบเขากุ่ยกู่จะพาตัวออกจากเมืองไป

เมื่อเขากลับมายืนหน้าคลินิกอีกครั้ง ป้ายชื่อสกุลเจียงถูกเปลี่ยนเป็นศูนย์การแพทย์จ้าว เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเห็นเสื้อผ้าเก่าและรองเท้าเปื้อนโคลนของเขาก็ยกมือปิดจมูก คนหนึ่งโยนเหรียญลงตรงหน้าแล้วสั่งให้คุกเข่าเลียพื้น หากทำตัวเหมือนสุนัขได้ดีอาจได้รับเงินซื้ออาหารหนึ่งมื้อ เจียงหลีก้มมองเหรียญ ก่อนถามว่าคนตระกูลจ้าวทุกคนลืมวิธีพูดกับมนุษย์ไปแล้วหรือไม่

เมื่อเขาประกาศว่าทายาทสกุลเจียงกลับมาทวงคลินิก เจ้าหน้าที่ทั้งสองกลับหัวเราะเสียงดัง พวกมันกล่าวว่าคนสกุลเจียงตายหมดตั้งแต่สิบห้าปีก่อน และเรียกบิดาของเขาว่าเป็นหมอขี้ขลาดซึ่งไม่รู้จักประมาณตน เจียงหลีจึงไม่พูดอีก เพียงใช้ปลายรองเท้าเตะกระบองออกจากมือคนหนึ่ง ก่อนฟาดทั้งคู่ล้มลงภายในเวลาไม่กี่ลมหายใจ จากนั้นเดินข้ามประตูสถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของตน กลิ่นสมุนไพรเก่ายังหลงเหลืออยู่ แต่ป้ายไม้ที่บิดาแกะด้วยมือกลับถูกนำไปใช้รองขาโต๊ะ ภาพนั้นทำให้แววตาของชายหนุ่มเย็นเยียบลงทันที

ภายในห้องผู้ป่วย ผู้เฒ่าจ้าวนอนหมดสติอยู่บนเตียง รายล้อมด้วยแพทย์และอุปกรณ์ทันสมัย ศาสตราจารย์ชื่อดังจากต่างประเทศประกาศว่า สมองของชายชราเสียหายถาวรและจะไม่มีวันลืมตาอีก แต่จ้าวเต๋อ บุตรชายของผู้เฒ่า ไม่ได้ถามถึงอาการหรือความเจ็บปวดของบิดา สิ่งแรกที่เขาตะโกนกลับเป็นคำถามว่า หากผู้เฒ่าตาย ใครจะบอกรหัสตู้เซฟซึ่งเก็บเอกสารหุ้นและทรัพย์สินในต่างประเทศ

เจียงหลียืนพิงประตู มองภาพลูกชายแสดงความกตัญญูจอมปลอมแล้วหัวเราะเบา ๆ เขาตรวจผู้เฒ่าจ้าวเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้สมองตาย หากมีพลังชั่วร้ายอุดตันเส้นลมปราณ ยิ่งใช้กระแสไฟฟ้าและยากระตุ้นจากต่างประเทศ อาการก็ยิ่งเลวร้าย “เขายังมีชีวิตได้อีกสามนาที” เจียงหลีกล่าว “ให้เวลาข้าหนึ่งนาที ข้าจะทำให้เขาลืมตาและพูดได้”

ศาสตราจารย์ชาวต่างชาติหัวเราะว่าเป็นเวทมนตร์ของคนหลอกลวง ส่วนจ้าวเต๋อจำชื่อเจียงหลีได้ทันที เขารู้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าคือทายาทของครอบครัวซึ่งตนคิดว่าถูกกำจัดหมดแล้ว จึงสั่งคนชักปืนและเสนอเดิมพัน หากเจียงหลีรักษาไม่สำเร็จจะถูกยิงตายตรงนั้น แต่หากผู้เฒ่าฟื้นและพูดได้ ตระกูลจ้าวจะคืนโฉนดคลินิกสมุนไพรเจียงให้ด้วยสองมือ

เจียงหลีรับคำโดยไม่มีความลังเล เขาหยิบเข็มเงินออกมาแทงลงกลางกระหม่อม จากนั้นปิดเส้นปราณตายและเปิดชีพจรหัวใจ เข็มอีกเจ็ดเล่มถูกปักอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นรูปดาวบนหน้าอกผู้เฒ่า ศาสตราจารย์ตะโกนว่าเขากำลังฆ่าคน แต่ไม่ถึงหนึ่งนาที ควันสีดำกลับลอยออกจากรูเข็ม ร่างของชายชรากระตุกอย่างรุนแรง ก่อนดวงตาซึ่งปิดมาหลายเดือนจะเปิดขึ้นพร้อมเสียงด่า “ใครกล้าตีข้า!”

คนทั้งห้องตกตะลึง จ้าวเต๋อพุ่งเข้าไปจับมือบิดาด้วยความตื่นเต้น แต่คำถามแรกยังคงเป็นเรื่องรหัสตู้เซฟ ผู้เฒ่าจ้าวเพิ่งฟื้นจึงมีความทรงจำสับสน เจียงหลีจึงหยิบยาฟื้นสติออกมาหนึ่งเม็ด พร้อมบอกว่ายาจะทำให้ความคิดสุดท้ายก่อนหมดสติกลับคืนมา เมื่อได้ยินเช่นนั้น จ้าวเต๋อรีบสั่งลูกน้องเปิดการถ่ายทอดสดทุกแพลตฟอร์ม เขาต้องการให้ตลาดหุ้นเห็นว่าผู้นำตระกูลยังมีชีวิต เพื่อให้ราคาหุ้นซึ่งกำลังร่วงพุ่งกลับขึ้นไปอีกครั้ง

ยอดผู้ชมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้เฒ่าจ้าวกลืนยาลงไปและค่อย ๆ ได้สติเต็มที่ เมื่อบุตรชายถามรหัสอีกครั้ง เขาก็ตอบเสียงดังว่า “เจ็ดเก้าหนึ่งสองสามห้า” รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าจ้าวเต๋อ แต่เพียงไม่กี่วินาทีก็แข็งค้าง เมื่อผู้เฒ่าเริ่มกล่าวต่อว่า ภายในตู้เซฟไม่ได้มีเพียงเอกสารหุ้น หากยังมีโฉนดคลินิกเจียง สมุดบัญชีเงินที่ได้รับจากหออายุวัฒนะ และหลักฐานการวางเพลิงฆ่าล้างตระกูลเจียงเมื่อสิบห้าปีก่อน

จ้าวเต๋อพยายามปิดกล้อง แต่สายเกินไป คำสารภาพถูกส่งไปต่อหน้าผู้ชมนับล้าน ผู้เฒ่าจ้าวเล่าว่า บิดาของเจียงหลีได้ผนึกคัมภีร์สวรรค์ไว้ในร่างเด็กหญิงตระกูลซู หออายุวัฒนะจึงสั่งให้พวกเขาฝังแม่จักจั่นเก้าหยินเอาไว้ รอวันที่ผนึกอ่อนกำลังและชิงคัมภีร์ออกมา ผู้สมรู้ร่วมคิดในตระกูลซูคือซูหมิงหยวน อารองของซูจง ซึ่งตกลงว่าจะมอบคัมภีร์ให้หออายุวัฒนะ แลกกับการได้ครอบครองซูกรุ๊ปหลังหลานสาวเสียชีวิต

เมื่อความจริงทั้งหมดถูกเปิดเผย จ้าวเต๋อสั่งลูกน้องยิงเจียงหลีทันที แต่เข็มเงินหลายเล่มกลับพุ่งออกจากมือชายหนุ่มก่อนนิ้วของคนเหล่านั้นจะสัมผัสไกปืน อาวุธทุกชิ้นตกลงบนพื้น คนของตระกูลจ้าวทรุดลงเพราะจุดชีพจรถูกปิด เจียงหลีเดินไปหยุดตรงหน้าจ้าวเต๋อแล้วกล่าวว่า สิบห้าปีก่อนพวกมันฆ่าคนสกุลเจียงเพราะคิดว่าไม่มีใครเหลือรอด วันนี้เขาจะไม่ฆ่าจ้าวเต๋อ แต่จะปล่อยให้อีกฝ่ายมีชีวิตเพื่อมองดูทุกสิ่งที่ขโมยไปถูกทวงคืนทีละชิ้น

เสียงรถตำรวจและนักข่าวดังอยู่ด้านนอก โฉนดกับเอกสารทั้งหมดถูกนำออกมาจากตู้เซฟ ทว่าเมื่อเจียงหลีเห็นวันที่ในแผนการของหออายุวัฒนะ เขาก็พบว่าเหลือเวลาไม่ถึงสองชั่วยามก่อนยามสามของคืนวันพุธ ซึ่งเป็นเวลาที่แม่จักจั่นจะกลืนผนึกคัมภีร์จนสมบูรณ์ ขณะเดียวกัน ซูจงกำลังเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการที่สำนักงานใหญ่ของซูกรุ๊ป โดยไม่รู้ว่าการประชุมครั้งนั้นถูกจัดขึ้นเพื่อปลิดชีวิตเธอโดยเฉพาะ

หลังกลับจากกระท่อม ซูจงเชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมาตรวจร่างกาย ทุกคนกล่าวเพียงว่าเธอมีความผิดปกติของหัวใจ ไม่มีใครตรวจพบแม่จักจั่นซึ่งซ่อนอยู่ในเส้นเลือด เธอจึงยิ่งเชื่อว่าเจียงหลีเป็นคนหลอกลวง ในการประชุมวันพุธ ซูหมิงหยวนเสนอให้คณะกรรมการถอดเธอจากตำแหน่ง โดยอ้างว่าสุขภาพไม่เหมาะกับการบริหารบริษัท ก่อนเริ่มลงคะแนน เขายังส่งชาอุ่นหนึ่งถ้วยให้หลานสาวด้วยท่าทีห่วงใย

ซูจงยกชาขึ้น แต่เหลือบเห็นหยกสีดำบนข้อมือของอารองเสียก่อน ลวดลายของมันเหมือนกับหยกซึ่งเธอเคยสวมมาหลายปี คำเตือนของเจียงหลีพลันดังขึ้นในหัวว่า คนที่มอบหยกให้ต้องการชีวิตเธอ ทว่ายังไม่ทันตั้งคำถาม ความเย็นรุนแรงก็ระเบิดออกจากกลางหน้าอก แก้วชาหลุดจากมือและแตกบนพื้น น้ำแข็งบาง ๆ ปรากฏตามปลายนิ้ว ขณะที่เส้นสีดำคล้ายแมลงเริ่มเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวหนัง

ซูจงล้มลงต่อหน้าคณะกรรมการ ซูหมิงหยวนไม่ได้เรียกรถพยาบาล หากสั่งให้ปิดประตูและควบคุมตัวผู้บริหารที่ภักดีต่อเธอ ชายสวมหน้ากากของหออายุวัฒนะเดินออกมาจากห้องด้านข้าง วางฝ่ามือลงบนหน้าอกหญิงสาวเพื่อดึงคัมภีร์ แต่เมื่อพลังสัมผัสผนึกกลับถูกสะท้อนจนกระอักเลือด ซูหมิงหยวนจึงตะโกนให้ฆ่าหลานสาวและผ่าหัวใจออกมาโดยตรง

เลขาของซูจงซึ่งซ่อนตัวอยู่หลังโต๊ะแอบโทรออกไปยังหมายเลขที่เจียงหลีเคยทิ้งไว้ ปลายสายไม่มีใครพูดได้ แต่เสียงของคนในห้องดังชัดเจนว่า ต้องเอาคัมภีร์ออกมาก่อนยามสาม เจียงหลีได้ยินก็เข้าใจสถานการณ์ทันที เขาสั่งต้าหู่เตรียมสมุนไพรร้อยชนิดกับชุดเข็มกุ่ยกู่ ก่อนมุ่งหน้าไปยังซูกรุ๊ป แม้หญิงสาวจะฉีกสัญญาหมั้นและไม่เคยเชื่อใจเขา แต่เขาไม่อาจปล่อยให้ความเสียสละของบิดาสูญเปล่า

ชายชุดดำมากกว่ายี่สิบคนขวางอยู่กลางโถงบริษัท ทว่าไม่มีผู้ใดหยุดเจียงหลีได้นานเกินหนึ่งลมหายใจ เมื่อประตูห้องประชุมถูกเปิดออก ซูหมิงหยวนกำลังถือมีดผ่าตัดอยู่เหนือหน้าอกของหลานสาว เข็มเงินเล่มหนึ่งพุ่งเข้าปักข้อมือจนมีดตกกระทบพื้น ส่วนชายสวมหน้ากากกลับเปิดเผยใบหน้าที่ซูจงคุ้นเคยเป็นอย่างดี เขาคือแพทย์ประจำตระกูล ผู้ดูแลเธอมาตั้งแต่เด็ก และเป็นคนฝังแม่จักจั่นเก้าหยินด้วยมือตนเอง

ความจริงทำให้ซูจงเจ็บปวดยิ่งกว่าพิษเย็น คนที่เธอไว้ใจมาตลอดยี่สิบปีรอคอยวันฆ่าเธอ ส่วนชายที่ถูกดูถูกว่าเป็นขอทานกลับเป็นคนเดียวซึ่งพูดความจริงตั้งแต่ต้น เจียงหลีไม่มีเวลาอธิบาย เขาปิดเส้นปราณของแพทย์ทรยศ จัดการซูหมิงหยวน แล้วพาร่างซึ่งเย็นราวน้ำแข็งของหญิงสาวกลับคลินิกสมุนไพรเจียง

เตาหลอมยาถูกจุดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบสิบห้าปี สมุนไพรร้อยชนิดถูกบดและผสมตามลำดับ ซูจงถูกวางลงในถังยาใบเดิม แต่ครั้งนี้เธอไม่มีแรงร้องว่ากำลังถูกต้ม เจียงหลีใช้เข็มกุ่ยกู่เปิดเส้นชีพจรทั้งสิบสอง ก่อนแทงเข็มหนึ่งร้อยแปดเล่มลงตามจุดสำคัญ แม่จักจั่นเก้าหยินรวมพิษทั้งหมดไว้ตรงกลางหน้าอก เงาสีดำปรากฏใต้ผิวหนังและพยายามเจาะเข้าสู่หัวใจ

เพื่อป้องกันผนึกแตก เจียงหลีต้องใช้ฝ่ามือรับพิษครึ่งหนึ่งเข้าสู่ร่างตัวเอง เส้นเลือดบนแขนของเขากลายเป็นสีดำ เลือดไหลออกจากมุมปาก ต้าหู่พยายามห้าม เพราะหากรับพิษต่อไปเขาอาจสูญเสียเส้นชีพจรทั้งหมด แต่เจียงหลีไม่ยอมถอนมือ เข็มหนึ่งร้อยแปดเล่มสั่นพร้อมกัน ก่อนเสียงคล้ายแมลงกรีดร้องจะดังออกจากร่างซูจง ในวินาทีสุดท้าย แม่จักจั่นถูกบังคับออกมาทางปลายนิ้วและตกลงในเตาไฟ กลายเป็นเถ้าถ่านต่อหน้าทุกคน

ผนึกคัมภีร์สวรรค์กลับมาสมบูรณ์ อุณหภูมิร่างกายของซูจงค่อย ๆ สูงขึ้น แต่เจียงหลีกลับกระอักเลือดและล้มลงข้างถังยา เมื่อหญิงสาวลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือชายซึ่งเธอเคยกล่าวหาว่าหวังยึดบริษัทกำลังนอนหมดสติอยู่บนพื้น ครั้งแรกเธอคิดว่าเขาต้มเธอเพื่อทำร้าย ครั้งนี้เธอเห็นชัดว่าเขาเกือบสละชีวิตของตัวเองเพื่อช่วยเธอ

สามวันต่อมา เจียงหลีฟื้นขึ้นในห้องพักของคลินิก ซูจงนั่งอยู่ข้างเตียง บนโต๊ะมีสัญญาหมั้นหมายซึ่งถูกซ่อมกลับเข้าหากันอย่างระมัดระวัง เธอยอมรับว่าเคยมองทุกอย่างเป็นแผนหลอกลวง เพราะเติบโตมาท่ามกลางคนที่เข้าหาเพื่อผลประโยชน์ จนลืมไปว่าอาจมีใครบางคนยอมช่วยโดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทน “ฉันเคยคิดว่าคุณต้องการบริษัท แต่คุณไม่เคยขอหุ้นแม้แต่ส่วนเดียว ฉันคิดว่าเรื่องหออายุวัฒนะเป็นคำโกหก แต่ทุกคำที่คุณพูดกลับเป็นความจริง เจียงหลี ฉันขอโทษ”

เจียงหลีมองสัญญาบนโต๊ะแล้วบอกว่า เธอไม่จำเป็นต้องแต่งงานเพราะความรู้สึกผิด ซูจงจึงไม่ได้ยื่นมันให้เขาทันที เพียงเก็บไว้และตอบว่า หากวันหนึ่งเธอเลือกทำตามสัญญาด้วยความสมัครใจ เขาต้องไม่ใช้ข้ออ้างนี้ปฏิเสธอีก ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ก่อนกล่าวว่า เรื่องนั้นค่อยพูดหลังจากเธอเรียนรู้วิธีเชื่อใจผู้อื่นอย่างแท้จริง

หลักฐานจากตู้เซฟผู้เฒ่าจ้าวและคำสารภาพของแพทย์ประจำตระกูลทำให้สาขาหออายุวัฒนะในเมืองหลินโจวถูกทำลาย ซูหมิงหยวนถูกจับพร้อมเอกสารยักยอกทรัพย์และแผนยึดบริษัท ตระกูลจ้าวสูญเสียทั้งหุ้น ทรัพย์สิน และชื่อเสียง ส่วนศาสตราจารย์ซึ่งเคยหัวเราะเยาะวิชาเข็มของเจียงหลีกลับมาที่คลินิกเพื่อขอศึกษาการแพทย์ตะวันออกด้วยตัวเอง

เจียงหลีนำป้ายไม้ของบิดากลับมาแขวนเหนือประตู คลินิกสมุนไพรเจียงเปิดอีกครั้งหลังถูกยึดครองนานสิบห้าปี วันแรกที่เปิด ผู้ป่วยยากจนต่อแถวยาวไปถึงถนน เขารักษาทุกคนโดยไม่ถามฐานะ เช่นเดียวกับที่บิดาเคยทำ ซูจงเสนอเงินสร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่ แต่เขาปฏิเสธหุ้นและสิทธิ์บริหารทั้งหมด เธอจึงเปลี่ยนเป็นก่อตั้งกองทุนรักษาผู้ป่วยซึ่งไม่มีเงิน และใช้ชื่อบิดาของเจียงหลีเป็นชื่อกองทุนแทน

หนึ่งปีต่อมา ซูจงกลับมายืนหน้าถังยาใบเดิม เมื่อเห็นน้ำยากำลังเดือด เธอยังอดถามไม่ได้ว่า ครั้งนี้เขาไม่ได้คิดจะต้มเธอกินจริง ๆ ใช่หรือไม่ เจียงหลีโยนสมุนไพรลงไปอีกหนึ่งกำมือ ก่อนตอบว่าหากเธอยังพูดมาก เขาอาจเปลี่ยนใจ หญิงสาวยิ้มแล้วหยิบสัญญาหมั้นหมายออกมา ด้านล่างมีลายเซ็นของเธอเพิ่มขึ้นหนึ่งชื่อ

“ครั้งก่อน บิดาของฉันเป็นคนตัดสินใจแทน แต่ครั้งนี้ฉันเป็นคนเลือกเอง” ซูจงวางสัญญาลงในมือเขาและขออยู่ช่วยดูแลคลินิกแห่งนี้ตลอดไป เจียงหลีมองป้ายตระกูลเหนือประตู สิบห้าปีก่อนเขาเดินออกจากกองเพลิงโดยไม่เหลืออะไร วันนี้คลินิกกลับคืน ชื่อเสียงของบิดาได้รับการชำระ ศัตรูต้องรับผิด และหญิงสาวซึ่งเคยฉีกสัญญาต่อหน้ากลับเป็นคนซ่อมมันด้วยมือของตัวเอง

หลายคนกล่าวว่าเจียงหลีกลับมายังหลินโจวเพื่อแก้แค้น คำกล่าวนั้นถูกเพียงครึ่งเดียว เขากลับมาเพื่อทวงสิ่งที่ถูกขโมย แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือการทำให้ชื่อของตระกูลเจียงไม่จบลงพร้อมเปลวไฟในคืนนั้น ตราบใดที่ป้ายคลินิกยังแขวนอยู่ และยังมีผู้ป่วยเดินออกจากประตูด้วยชีวิตใหม่ ตระกูลเจียงก็ไม่เคยถูกฆ่าล้างอย่างแท้จริง

ส่วนซูจง หญิงสาวซึ่งเคยคิดว่าเขากำลังต้มเธอเป็นอาหาร สุดท้ายกลับเลือกใช้ชีวิตอยู่ข้างหมอยาที่ตนเคยดูถูก ไม่ใช่เพราะสัญญาของบิดา ไม่ใช่เพราะคัมภีร์สวรรค์ และไม่ใช่เพราะบุญคุณที่เขาช่วยชีวิต หากเป็นเพราะหลังผ่านทั้งการทรยศ ความตาย และไฟแค้นมาด้วยกัน เธอได้เห็นหัวใจของเจียงหลี ขณะที่เขาก็ได้เห็นว่า ภายใต้ความเย็นชาและความระแวงของเธอ ยังมีผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งกล้ายอมรับความผิดและเลือกความรักด้วยตัวเอง

Leave a Comment