กลางงานศพของพี่สาวฝาแฝด โทรศัพท์บนโลงกลับดังขึ้น-เสียงของเธอบอกว่า “อย่าเผาศพ ฉันยังไม่ตาย”

โทรศัพท์ของพี่สาวที่วางอยู่บนโลงศพดังขึ้น ก่อนพิธีเผาจะเริ่มเพียงสามนาที

ทุกคนในงานหยุดนิ่ง

เพราะชื่อผู้โทรที่ปรากฏบนหน้าจอคือ “ลั่วชิงหย่า”

ผู้หญิงที่กำลังนอนอยู่ในโลงตรงหน้าฉัน

ฉันยังไม่ทันแตะโทรศัพท์ เจียงอวี่เหิง สามีของพี่สาวก็พุ่งเข้ามาคว้าแขนฉันไว้

ดูเรื่องเต็มได้ที่นี่

“อย่ารับ!”

น้ำเสียงของเขาไม่เหมือนผู้ชายที่กำลังเศร้า

มันเหมือนเสียงของคนที่กลัวว่าความลับกำลังจะถูกเปิดเผย

ฉันสะบัดมือเขาออกและกดรับสาย

ไม่มีใครพูดอยู่ปลายสาย

มีเพียงเสียงหายใจแผ่วเบา ก่อนเสียงของพี่สาวฝาแฝดฉันจะดังขึ้น

“ชิงหนิง ถ้าเธอได้ยินข้อความนี้ อย่าให้พวกเขาเผาศพ”

ฉันกำโทรศัพท์แน่นจนปลายนิ้วซีด

จากนั้นเสียงของเธอก็พูดประโยคที่ทำให้คนทั้งงานหน้าซีด

“คนในโลงไม่ใช่ฉัน”

“ฉันยังมีชีวิตอยู่”

อวี่เหิงกระชากโทรศัพท์ออกจากมือฉันและขว้างลงพื้น

หน้าจอแตกกระจาย

“มันเป็นไฟล์ปลอม!” เขาตะโกน “ชิงหย่าตายแล้ว เธอเห็นรายงานอุบัติเหตุด้วยตาตัวเอง!”

แม่สามีของพี่สาวรีบสั่งเจ้าหน้าที่ให้เริ่มพิธีเผาทันที

“งานศพไม่ใช่สถานที่ให้คนนอกมาสร้างเรื่อง เอาโลงไปเดี๋ยวนี้!”

คนงานสองคนกำลังจะเคลื่อนโลง

แต่ฉันยืนขวางไว้

“ไม่มีใครแตะต้องโลงนี้ จนกว่าจะมีการตรวจ DNA”

ฮูหยินเจียงจ้องฉันด้วยความโกรธ

“เธอคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงมีสิทธิ์ขัดขวางพิธีของครอบครัวเรา”

ฉันมองภาพถ่ายขนาดใหญ่ของพี่สาวที่ตั้งอยู่หลังโลง

ใบหน้าในภาพเหมือนฉันทุกส่วน

เพราะลั่วชิงหย่ากับฉันเป็นฝาแฝดแท้

“ฉันคือญาติทางสายเลือดที่ใกล้ชิดที่สุดของเธอ”

“และถ้าคนในโลงเป็นพี่สาวฉันจริง การตรวจ DNA จะใช้เวลาไม่นาน”

อวี่เหิงเดินเข้ามาใกล้และพูดเบา ๆ ข้างหูฉัน

“อย่าทำให้เรื่องนี้ยุ่งยากไปกว่านี้ รับเงินที่ฉันเตรียมไว้แล้วกลับไปเสีย”

ฉันหันไปมองเขา

“พี่สาวฉันเพิ่งตาย แต่นายเตรียมเงินให้ฉันตั้งแต่เมื่อไร”

สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปชั่วขณะ

ก่อนจะรีบตอบว่า

“ฉันรู้ว่าเธอมีปัญหาเรื่องเงิน ชิงหย่าเคยขอให้ฉันช่วยดูแลเธอ”

ฉันเกือบหัวเราะออกมา

สามปีที่ผ่านมา พี่สาวของฉันไม่เคยติดต่อมาเลย

ทุกข้อความที่ฉันส่งถูกอ่านแต่ไม่มีคำตอบ

ทุกครั้งที่ฉันโทร อวี่เหิงจะบอกว่าเธอยุ่งกับงาน หรือไม่ก็ไม่อยากพบฉัน

ฉันเคยเชื่อว่า หลังแต่งงานกับตระกูลเจียง พี่สาวเปลี่ยนไป

แต่ตอนนี้ฉันเริ่มสงสัยว่า คนที่อ่านข้อความทั้งหมดอาจไม่ใช่เธอ

ฉันหยิบโทรศัพท์ของตัวเองและโทรแจ้งตำรวจ

จากนั้นติดต่อทนายเพื่อขอคำสั่งระงับการเผาศพฉุกเฉิน

ฮูหยินเจียงพยายามแย่งโทรศัพท์ แต่แขกหลายคนเริ่มยกมือถือขึ้นถ่ายเหตุการณ์

เธอจึงทำได้เพียงยืนมองด้วยสายตาที่แทบอยากฆ่าฉัน

ยี่สิบนาทีต่อมา เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมพื้นที่

พิธีเผาถูกระงับ

โลงศพถูกนำไปตรวจสอบ และมีการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อเพื่อเปรียบเทียบกับ DNA ของฉัน

อวี่เหิงยืนยันซ้ำ ๆ ว่าเสียงในโทรศัพท์เป็นของปลอม

“ชิงหนิงยังยอมรับความตายของพี่สาวไม่ได้” เขาบอกตำรวจ “เธอมีประวัติปัญหาทางอารมณ์”

ฉันหันไปมองเขาทันที

คำกล่าวนั้นเหมือนถูกเตรียมไว้ล่วงหน้า

เขาไม่ได้แค่ต้องการทำให้ฉันดูเป็นคนสร้างเรื่อง

เขากำลังเตรียมให้ทุกคนมองว่าหลักฐานทุกชิ้นจากฉันไม่น่าเชื่อถือ

ก่อนตำรวจจะพาโลงออกไป ชายชราคนหนึ่งในชุดคนขับรถเดินเข้ามาหาฉัน

เขาคือคุณหาน คนขับรถเก่าแก่ของพี่สาว

เขาแอบยัดกุญแจสีฟ้าดอกเล็กใส่มือฉัน

“คุณชิงหย่าฝากไว้ครับ”

“เธอบอกว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้น ให้คุณเปิดตู้หมายเลข 1709 ที่สถานีรถไฟเก่า”

ฉันยังไม่ทันถามอะไรต่อ ชายสองคนของตระกูลเจียงก็เดินเข้ามา

คุณหานรีบถอยออกไปและหายเข้าไปในกลุ่มแขก

อวี่เหิงมองตามเขาด้วยสายตาเย็นชา

ฉันกำกุญแจไว้แน่นและไม่พูดอะไร

ห้าชั่วโมงต่อมา ผลตรวจเบื้องต้นออกมา

คนในโลงไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับฉัน

เธอไม่ใช่ลั่วชิงหย่า

แต่เป็นผู้หญิงอีกคนที่มีอายุและรูปร่างใกล้เคียงกัน

รายงานทันตกรรมที่ใช้ยืนยันตัวตนถูกปลอมขึ้น

หมายเลขตัวอย่างในรายงานไม่ตรงกับหมายเลขบนถุงหลักฐาน

และเอกสารอนุมัติการเผาศพถูกเร่งดำเนินการเร็วกว่าปกติถึงสี่วัน

ตำรวจกลับไปที่บ้านตระกูลเจียงทันที

แต่อวี่เหิงกับแม่ของเขาหายตัวไปแล้ว

คืนนั้นฉันเดินทางไปยังสถานีรถไฟเก่าตามที่คุณหานบอก

ตู้หมายเลข 1709 อยู่ในมุมที่กล้องวงจรปิดแทบมองไม่เห็น

ภายในมีแฟ้มสีน้ำเงิน โทรศัพท์เครื่องเล็ก และจี้รูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว

ฉันมีจี้อีกครึ่งหนึ่งอยู่กับตัว

พี่สาวกับฉันสวมมันมาตั้งแต่เด็ก

โทรศัพท์ไม่มีซิมการ์ด แต่เมื่อเปิดเครื่อง วิดีโอหนึ่งก็เริ่มเล่นทันที

ชิงหย่านั่งอยู่ในรถของตัวเอง

ใบหน้าของเธอซีดและมองกล้องด้วยความระมัดระวัง

“ชิงหนิง ถ้าเธอได้เห็นวิดีโอนี้ แปลว่าพี่อาจกลับไปหาเธอด้วยตัวเองไม่ได้แล้ว”

“พี่ไม่ได้ตัดขาดจากเธอ”

“ข้อความทุกข้อความที่เธอส่งมา พี่ไม่เคยได้รับ”

ฉันยกมือปิดปาก

น้ำตาไหลลงมาโดยไม่รู้ตัว

“หลังแต่งงาน อวี่เหิงให้พี่เปลี่ยนเบอร์และบอกว่าเธอไม่ต้องการติดต่อกับพี่อีก”

“พี่เชื่อเขา เหมือนที่เธอคงเชื่อว่าพี่เป็นฝ่ายทิ้งเธอ”

“เขาแยกเราออกจากกัน เพราะตราบใดที่เราไม่พูดกัน ไม่มีใครจะรู้ว่าเขาเล่าเรื่องโกหกคนละแบบให้เราฟัง”

วิดีโอเปลี่ยนเป็นภาพเอกสารทางการเงิน

ชิงหย่าเป็นประธานฝ่ายการเงินของเจียงกรุ๊ป

หนึ่งเดือนก่อนเกิดอุบัติเหตุ เธอพบว่าอวี่เหิงกับแม่ย้ายเงินบริษัทผ่านเครือข่ายบริษัทปลอมมากกว่าสี่พันล้านหยวน

เงินถูกส่งไปยังบัญชีต่างประเทศ และส่วนหนึ่งถูกใช้ซื้อหุ้นของบริษัทคืนผ่านตัวแทน

เป้าหมายของพวกเขาคือทำให้ราคาหุ้นตก แล้วใช้เงินที่ยักยอกมาซื้ออำนาจควบคุมทั้งหมดในราคาถูก

แต่ชิงหย่าถือหุ้นอยู่สามสิบแปดเปอร์เซ็นต์

หากเธอยังมีชีวิต แผนนี้ไม่มีวันสำเร็จ

หากเธอเสียชีวิต หุ้นส่วนใหญ่จะตกเป็นของสามีตามพินัยกรรมฉบับใหม่ที่เพิ่งถูกแก้ไข

ฉันเปิดพินัยกรรมในแฟ้ม

ลายเซ็นด้านล่างดูเหมือนลายมือพี่สาวทุกอย่าง

ยกเว้นจุดเล็ก ๆ จุดหนึ่ง

ชิงหย่ามักลากเส้นสุดท้ายของชื่อขึ้นด้านบน

แต่ลายเซ็นในพินัยกรรมลากลงด้านล่าง

มีเพียงฉันที่รู้ความแตกต่างนี้

เพราะตอนเด็ก เราเคยฝึกปลอมลายเซ็นกันเพื่อแกล้งครู

อวี่เหิงเลียนแบบลายมือของเธอได้เกือบสมบูรณ์

แต่เขาไม่รู้ความลับเล็ก ๆ ระหว่างฝาแฝด

ในแฟ้มยังมีกรมธรรม์ประกันชีวิตมูลค่าหนึ่งพันล้านหยวน ซึ่งเพิ่งเพิ่มชื่ออวี่เหิงเป็นผู้รับผลประโยชน์เพียงคนเดียวก่อนอุบัติเหตุสิบสองวัน

ฉันเริ่มเข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาจึงรีบเผาศพ

เมื่อร่างถูกทำลาย การตรวจสอบตัวตนย้อนหลังจะยากขึ้น

ใบมรณบัตรจะทำให้พินัยกรรมและประกันชีวิตมีผล

อวี่เหิงจะได้รับหุ้น เงินประกัน และควบคุมบริษัทโดยไม่มีใครขัดขวาง

แต่ฉันยังไม่รู้ว่า พี่สาวถูกนำตัวไปไว้ที่ไหน

โทรศัพท์เครื่องเล็กมีไฟล์สุดท้ายเพียงไฟล์เดียว

มันเป็นเสียงบันทึกในคืนก่อนเกิดอุบัติเหตุ

เสียงอวี่เหิงถามว่า

“เธอส่งหลักฐานให้ใครแล้วหรือยัง”

ชิงหย่าตอบว่า

“ถ้าฉันหายไป หลักฐานจะถูกส่งโดยอัตโนมัติ”

จากนั้นเสียงฮูหยินเจียงก็ดังขึ้น

“อย่าทำให้เรื่องใหญ่โต เราเป็นครอบครัวเดียวกัน เธอเพียงต้องเซ็นโอนหุ้นแล้วทำเป็นไม่รู้เรื่อง”

“ถ้าฉันไม่เซ็นล่ะคะ”

หลังจากความเงียบไม่กี่วินาที แม่สามีตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“อย่างนั้นเราก็ต้องทำให้เธอไม่มีโอกาสเซ็นอะไรอีก”

ไฟล์จบลงตรงนั้น

ฉันส่งทุกอย่างให้ตำรวจทันที

แต่เช้าวันต่อมา คุณหานถูกพบหมดสติอยู่ข้างถนน รถของเขาหายไป โทรศัพท์ถูกทำลาย

โชคดีที่เขายังมีชีวิต

ก่อนถูกนำเข้าห้องรักษา เขาพูดกับฉันได้เพียงสองคำ

“วงแหวน”

“คลินิก”

ฉันกลับไปเปิดแฟ้มอีกครั้ง

ในภาพจากกล้องหน้ารถของพี่สาว ฉันสังเกตเห็นแหวนอัจฉริยะสีเงินบนนิ้วเธอ

มันเป็นอุปกรณ์ต้นแบบที่เจียงกรุ๊ปกำลังพัฒนา สามารถบันทึกชีพจร ตำแหน่งโดยประมาณ และรหัสของอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เชื่อมต่ออยู่ใกล้เคียง

บริษัทประกาศว่าอุปกรณ์เสียหายในอุบัติเหตุ

แต่ในระบบสำรองข้อมูลมีสัญญาณหนึ่งถูกส่งออกมาหลังจากวันที่พี่สาว “เสียชีวิต” ไปแล้วถึงห้าวัน

ตำแหน่งไม่ได้อยู่ใกล้สถานที่เกิดอุบัติเหตุ

มันมาจากเขตภูเขานอกเซี่ยงไฮ้

รหัสอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับแหวนเป็นของบริษัทเวชภัณฑ์แห่งหนึ่ง ซึ่งส่งสินค้าให้คลินิกฟื้นฟูเอกชนเพียงสามแห่ง

สองแห่งมีรายชื่อผู้ป่วยเปิดเผยตามปกติ

แห่งที่สามไม่มีเว็บไซต์ ไม่มีป้าย และตั้งอยู่ในที่ดินของบริษัทซึ่งฮูหยินเจียงถือหุ้นผ่านคนขับรถส่วนตัว

ชื่อของสถานที่นั้นคือคลินิกอันเหอ

ตำรวจยื่นขอหมายค้น

แต่ทนายของตระกูลเจียงพยายามคัดค้าน โดยอ้างว่าหลักฐานจากอุปกรณ์ต้นแบบไม่น่าเชื่อถือ

ระหว่างรอคำสั่ง ฉันได้รับข้อความจากหมายเลขที่ไม่รู้จัก

เป็นภาพพี่สาวนั่งอยู่ข้างหน้าต่างในชุดผู้ป่วย

ใต้ภาพมีข้อความว่า

“ถ้าอยากให้เธอมีชีวิตอยู่ ถอนคำร้องตรวจศพและมอบแฟ้มสีน้ำเงินมา”

ฉันรู้ทันทีว่า อวี่เหิงยังไม่รู้ว่าฉันทำสำเนาหลักฐานไว้แล้ว

เขาคิดว่า หากได้แฟ้มคืน ทุกอย่างจะจบลง

ฉันตอบตกลงและนัดแลกแฟ้มที่ลานจอดรถร้าง

ตำรวจวางแผนจับกุม แต่คนที่มารับของไม่ใช่อวี่เหิง

เป็นเซินม่านลี่ เลขาส่วนตัวและเพื่อนสนิทที่สุดของพี่สาว

ผู้หญิงที่ร้องไห้หนักที่สุดในงานศพ

ทันทีที่เห็นฉัน เธอโยนกุญแจรถทิ้งและยกมือขึ้น

“ฉันไม่อยากช่วยพวกเขาแล้ว”

เธอยอมรับว่า เป็นคนแก้ตารางนัดหมายและส่งตำแหน่งรถของชิงหย่าให้อวี่เหิง

เธอคิดว่าเขาต้องการเพียงขู่ให้ภรรยาเซ็นโอนหุ้น

แต่หลังเกิดอุบัติเหตุ เธอพบว่าพวกเขาเตรียมศพผู้หญิงอีกคนไว้แทน และวางแผนขังชิงหย่าจนกว่าบริษัทจะถูกยึดเรียบร้อย

“ทำไมเธอไม่แจ้งตำรวจ” ฉันถาม

ม่านลี่ร้องไห้

“เพราะฉันกับอวี่เหิงมีความสัมพันธ์กัน”

เธอตั้งครรภ์กับเขาเมื่อหนึ่งปีก่อน

เขาสัญญาว่า หลังชิงหย่าเซ็นโอนหุ้น เขาจะหย่าและแต่งงานกับเธอ

แต่เมื่อเธอเสียลูก เขาก็เริ่มตีตัวออกห่าง

ม่านลี่ยังพบว่า หลังจัดการชิงหย่าเสร็จ อวี่เหิงเตรียมเอกสารให้เธอรับผิดแทนเรื่องบัญชีปลอมทั้งหมด

เขาไม่เคยตั้งใจจะแต่งงานกับเธอ

เขาเพียงใช้เธอเข้าถึงระบบของภรรยา

“ชิงหย่ายังมีชีวิตอยู่จริงไหม” ฉันถาม

“ยังมีชีวิต” เธอตอบ “แต่พวกเขาให้ยาเธอทุกวันและลงทะเบียนในชื่อคนอื่น หากช้าอีกไม่กี่วัน พวกเขาจะย้ายเธอออกจากประเทศ”

ม่านลี่มอบบัตรผ่านคลินิกและรหัสห้องให้ตำรวจ

รุ่งเช้าวันนั้น เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นคลินิกอันเหอ

ฉันไปด้วย

ทางเดินภายในสะอาดและเงียบจนผิดปกติ

ไม่มีป้ายชื่อผู้ป่วย

ทุกประตูใช้ระบบล็อกอิเล็กทรอนิกส์

ในทะเบียนมีผู้หญิงชื่อ “ซูหลาน” ซึ่งไม่มีเลขประจำตัวประชาชน ไม่มีญาติ และห้ามเยี่ยมทุกกรณี

เธออยู่ในห้อง 709

เมื่อประตูเปิด ฉันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหน้าต่าง

ผมยาวของเธอถูกตัดสั้นลงเล็กน้อย

ใบหน้าซีดและผอมกว่าในภาพงานศพ

แต่ฉันจำเธอได้ทันที

“พี่”

ชิงหย่าหันกลับมา

ดวงตาของเธอมองฉันอย่างไม่แน่ใจ ราวกับกลัวว่าฉันเป็นภาพหลอนจากฤทธิ์ยา

ฉันหยิบจี้พระจันทร์ครึ่งเสี้ยวออกมา

เธอยกมือขึ้นช้า ๆ

ที่คอของเธอมีอีกครึ่งหนึ่ง

“ชิงหนิง…”

ฉันวิ่งเข้าไปกอดเธอ

เราสองคนไม่ได้พบกันมาสามปี

แต่ไม่มีคำพูดใดจำเป็นอีกแล้ว

เราไม่ได้ทิ้งกัน

เราถูกคนคนเดียวกันหลอกให้เชื่อว่าอีกฝ่ายไม่ต้องการเรา

ชิงหย่าจับมือฉันแน่น

“ศพถูกเผาหรือยัง”

“ยัง”

เธอหลับตาและร้องไห้ออกมา

“ดีแล้ว ผู้หญิงคนนั้นต้องได้ชื่อของตัวเองคืนเหมือนกัน”

ประโยคนั้นทำให้ฉันหยุดนิ่ง

แม้ถูกขังและเกือบถูกขโมยชีวิต พี่สาวยังคิดถึงคนแปลกหน้าที่ถูกใช้เป็นศพแทนเธอ

ตำรวจพบอวี่เหิงในห้องควบคุมด้านหลังคลินิก

เขากำลังพยายามลบข้อมูลกล้องวงจรปิด

เมื่อถูกพาตัวออกมา เขาเห็นเราสองคนยืนจับมือกัน

ใบหน้าของเขาซีดเผือด

“ชิงหย่า…”

พี่สาวมองเขาอย่างเย็นชา

“ผิดหวังหรือ ที่งานศพของฉันไม่สำเร็จ”

เขาพยายามเดินเข้ามา

เจ้าหน้าที่ขวางไว้

“ฟังฉันก่อน ฉันไม่เคยตั้งใจให้เธอตาย อุบัติเหตุเป็นเพียงการทำให้เธอหยุดรถ เราพาเธอมาที่นี่เพราะเธอเสียการควบคุมและกำลังทำลายบริษัท”

“ฉันทำลายบริษัทหรือ”

ชิงหย่าหยิบรายงานการโอนเงินที่ตำรวจนำมาให้

“คนที่ขโมยเงินสี่พันล้านกลับบอกว่า คนเปิดโปงคือผู้ทำลายบริษัท?”

อวี่เหิงมองฉันแทน

“ชิงหนิง เธอไม่เข้าใจเรื่องของเรา ชิงหย่าไม่เคยรักฉัน เธอมองฉันเป็นเพียงคนบริหารที่อยู่ใต้เธอมาตลอด”

“ดังนั้นนายจึงจัดงานศพให้เธอทั้งที่เธอยังหายใจอยู่หรือ”

เขาเงียบ

ฮูหยินเจียงถูกพบในห้องทำงานอีกฝั่งของอาคาร

เธออ้างว่ามาที่คลินิกเพื่อดูแลลูกสะใภ้ซึ่งมีอาการทางจิต

แต่แพทย์ประจำคลินิกยอมรับว่า ชิงหย่าไม่มีประวัติป่วยทางจิต

ยาในร่างกายของเธอเป็นยากล่อมประสาทที่ถูกให้เกินความจำเป็น เพื่อทำให้ความจำสับสนและไม่สามารถหลบหนี

แพทย์หลายคนอ้างว่าได้รับเอกสารรับรองจากสามีและไม่รู้ว่าผู้ป่วยถูกลงทะเบียนด้วยชื่อปลอม

แต่กล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นอวี่เหิงกับแม่เดินทางมาที่นี่หลายครั้ง

วันที่จัดงานศพ พวกเขายังมาดูว่าชิงหย่าถูกควบคุมตัวอยู่หรือไม่ ก่อนกลับไปแสดงความเศร้าต่อหน้าแขก

ความจริงที่โหดร้ายที่สุดไม่ใช่การที่พวกเขาหลอกคนทั้งเมืองว่าเธอตาย

แต่คือการที่พวกเขาเดินออกจากห้องซึ่งเธอถูกขัง แล้วไปยืนร้องไห้อยู่หน้าภาพศพของเธอได้อย่างแนบเนียน

หลังชิงหย่าได้รับการตรวจร่างกายและยืนยันว่าปลอดภัย การประชุมผู้ถือหุ้นฉุกเฉินถูกจัดขึ้น

เราเดินเข้าไปในห้องประชุมพร้อมกัน

กรรมการหลายคนมองใบหน้าที่เหมือนกันของเราด้วยความตกตะลึง

หนึ่งวันก่อนหน้านั้น คนเหล่านี้เพิ่งเซ็นเอกสารไว้อาลัยให้ชิงหย่า

วันนี้เธอกลับมายืนอยู่ตรงหน้า พร้อมหลักฐานว่าคนที่จัดงานศพให้เธอพยายามยึดบริษัทอย่างไร

ทนายของอวี่เหิงยังพยายามกล่าวว่า พินัยกรรมและเอกสารโอนหุ้นมีผลตามกฎหมาย

ชิงหย่าจึงเปิดความลับชิ้นสุดท้าย

สามวันก่อนเกิดอุบัติเหตุ เธอไม่ได้เพียงบันทึกหลักฐาน

เธอโอนหุ้นทั้งหมดของตัวเองเข้าสู่กองทรัสต์คุ้มครอง โดยตั้งเงื่อนไขว่า หากเธอเสียชีวิต สูญหาย หรือถูกประกาศว่าไร้ความสามารถ หุ้นจะไม่ตกเป็นของสามี

สิทธิ์ลงคะแนนชั่วคราวจะถูกโอนให้บุคคลเพียงคนเดียว

คนนั้นคือฉัน

ลั่วชิงหนิง

อวี่เหิงลุกขึ้นตบโต๊ะ

“เป็นไปไม่ได้! เธอสองคนไม่ได้ติดต่อกันมาสามปี!”

ชิงหย่ามองเขาตรง ๆ

“นั่นคือสิ่งที่นายอยากให้เราเชื่อ”

“แต่ไม่ว่าพวกเราจะโกรธหรือห่างกันแค่ไหน ฉันก็ไม่เคยมอบชีวิตทั้งหมดให้ผู้ชายที่พยายามแยกฉันออกจากครอบครัว”

ฉันวางหนังสือแต่งตั้งผู้ดูแลกองทรัสต์ลงบนโต๊ะ

แผนของอวี่เหิงล้มเหลวตั้งแต่ก่อนเกิดอุบัติเหตุ

แม้งานศพจะสำเร็จ แม้ศพถูกเผา แม้ใบมรณบัตรออก หุ้นก็ไม่มีวันตกเป็นของเขา

สิ่งที่เขาทำทั้งหมดไม่ได้ทำให้เขาได้บริษัท

มันเพียงสร้างหลักฐานมากพอส่งตัวเองเข้าคุก

กรรมการลงมติปลดเขาและผู้บริหารที่เกี่ยวข้องทันที

บัญชีต่างประเทศถูกอายัด

หุ้นที่ซื้อผ่านบริษัทตัวแทนถูกตรวจสอบ

เงินที่ยักยอกถูกติดตามกลับทีละเส้นทาง

ฮูหยินเจียงพยายามอ้างว่า ทำทุกอย่างเพื่อรักษาธุรกิจของครอบครัว

แต่เอกสารพิสูจน์ว่า เธอโอนเงินส่วนหนึ่งไปซื้ออสังหาริมทรัพย์และเครื่องประดับในต่างประเทศให้ตัวเอง

ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับการช่วยบริษัท

เธอกับลูกชายเพียงใช้คำว่า “ครอบครัว” ปกปิดความโลภของตัวเอง

ก่อนถูกพาตัวออกจากห้อง อวี่เหิงหันมาหาชิงหย่า

“ฉันยังรักเธอ ถ้าเธอไม่เปิดโปงเรื่องบัญชี เราคงไม่ต้องมาถึงจุดนี้”

พี่สาวยิ้มอย่างสงบ

“คนที่รักฉันจะไม่ทำให้ฉันต้องเข้าร่วมงานศพของตัวเองโดยไม่มีใครรู้”

เขาไม่มีคำพูดตอบอีก

หลังจากนั้น ตำรวจสามารถระบุตัวผู้หญิงในโลงได้

เธอชื่อเฉินเสี่ยวอวี่ เป็นพนักงานร้านอาหารที่หายตัวไปหลายเดือน และไม่มีครอบครัวอยู่ในเมือง

ร่างของเธอถูกนำมาจากสถานที่เก็บศพโดยใช้เอกสารปลอม

เธอไม่เกี่ยวข้องกับแผนการใด ๆ

แต่ถูกขโมยทั้งชื่อและศักดิ์ศรีหลังความตาย เพียงเพราะรูปร่างคล้ายพี่สาวฉัน

ชิงหย่าจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมดเพื่อตามหาครอบครัวของเธอ

เมื่อพบแม่ของเสี่ยวอวี่ เราส่งร่างคืนพร้อมคำขอโทษ แม้ความผิดนั้นไม่ได้เกิดจากเรา

แม่ของเธอจับมือพี่สาวและพูดว่า

“ขอบคุณที่ไม่ปล่อยให้ลูกฉันถูกเผาในชื่อของคนอื่น”

ชิงหย่าร้องไห้อยู่เป็นเวลานาน

เธอบอกฉันว่า หากโทรศัพท์ดังช้ากว่านั้นเพียงไม่กี่นาที เราอาจไม่มีวันรู้ว่าใครอยู่ในโลง

หลายเดือนต่อมา อวี่เหิงถูกดำเนินคดีจากการกักขัง ปลอมแปลงเอกสาร ขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ยักยอกเงิน และวางแผนฉ้อโกงประกัน

แม่ของเขาถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ร่วมวางแผนและผู้รับผลประโยชน์จากบัญชีปลอม

เซินม่านลี่ให้การเป็นพยานและมอบหลักฐานทั้งหมด แม้เธอยังต้องรับผิดชอบต่อส่วนที่ตัวเองทำ

แพทย์และเจ้าหน้าที่ที่ช่วยสร้างประวัติผู้ป่วยปลอมถูกสอบสวนแยกต่างหาก

ส่วนพี่สาวต้องใช้เวลาฟื้นฟูทั้งร่างกายและความทรงจำ

ในช่วงแรก เธอสะดุ้งตื่นทุกคืน เพราะฝันว่าตัวเองยังถูกขังอยู่ในห้อง 709

ฉันจึงย้ายมาอยู่กับเธอ

เหมือนตอนเด็กที่เรานอนเตียงเดียวกันและจับมือกันทุกครั้งที่ฝนตก

คืนหนึ่ง ชิงหย่าถามฉันว่า

“เธอเกลียดพี่ไหม ที่ปล่อยให้เราห่างกันตั้งสามปี”

ฉันส่ายหน้า

“พวกเราต่างถูกหลอก”

“แต่ต่อให้ไม่มีใครขังพวกเราไว้จริง ๆ เราก็ปล่อยให้ความเงียบสร้างกำแพงแทนพวกเขา”

หลังจากวันนั้น เราสัญญาว่าจะไม่ใช้ความเงียบลงโทษกันอีก

หากโกรธ เราจะพูด

หากสงสัย เราจะถาม

และหากมีใครบอกว่าอีกฝ่ายไม่ต้องการเรา เราจะฟังจากปากของกันและกันเท่านั้น

หนึ่งปีต่อมา ชิงหย่ากลับไปเป็นประธานเจียงกรุ๊ป ซึ่งเปลี่ยนชื่อและโครงสร้างผู้บริหารใหม่ทั้งหมด

ฉันไม่ได้รับตำแหน่งเพราะเป็นน้องสาวของเธอ

ฉันเลือกดูแลกองทุนที่ช่วยตามหาผู้สูญหายและสนับสนุนครอบครัวที่ถูกปลอมแปลงเอกสารประจำตัว

เราตั้งชื่อโครงการแรกว่า “เสี่ยวอวี่”

เพื่อให้ผู้หญิงที่เกือบถูกฝังภายใต้ชื่อของคนอื่น มีชื่อของตัวเองอยู่ในความทรงจำของผู้คน

โทรศัพท์เครื่องที่ดังขึ้นบนโลงศพถูกเก็บไว้ในตู้กระจกของสำนักงานกองทุน

ใต้โทรศัพท์มีประโยคหนึ่งที่ชิงหย่าเขียนด้วยตัวเอง

“ความจริงอาจมาช้า แต่บางครั้งมันต้องการเพียงสามนาที เพื่อหยุดคำโกหกที่ถูกวางแผนมาทั้งชีวิต”

วันนั้นฉันไปงานศพเพื่อกล่าวลาพี่สาว

แต่เสียงโทรศัพท์สายเดียวกลับพาฉันไปพบเธออีกครั้ง

ฉันไม่ได้เพียงช่วยคนที่ยังมีชีวิตออกจากสถานที่ซึ่งเธอถูกขัง

ฉันยังช่วยผู้หญิงในโลงให้ได้ชื่อของตัวเองกลับคืนมา

ส่วนผู้ชายที่พยายามจัดงานศพให้ภรรยาเพื่อขโมยทุกอย่างจากเธอ—

สุดท้ายกลับต้องมองผู้หญิงที่เขาประกาศว่าตายแล้ว เดินกลับเข้าห้องประชุมและปลดเขาออกจากชีวิตด้วยตัวเอง

Leave a Comment