สามีของฉันยังไม่ทันประกาศให้เมียน้อยเป็น “ดีไซเนอร์แห่งปี” ฉันก็เดินขึ้นเวที ใช้กรรไกรตัดชายกระโปรงมูลค่าร้อยล้านต่อหน้ากล้องนับร้อยตัว
เสียงกรีดร้องดังขึ้นทั่วฮอลล์
ฉันล้วงมือเข้าไปในรอยตัดและดึงชิปสีดำขนาดเล็กออกจากชั้นผ้า
ใบหน้าของฉินซื่อเฉิง สามีที่แต่งงานกับฉันมาเก้าปี เปลี่ยนจากความโกรธเป็นความหวาดกลัวทันที
เพราะชิปตัวนั้นมีหลักฐานว่า คอลเลกชันซึ่งทำให้เขากลายเป็นราชาแห่งวงการแฟชั่นจีนตลอดเจ็ดปี—

ดูเรื่องเต็มได้ที่นี่
ไม่มีชิ้นใดเป็นผลงานของเขา
ทุกชุดถูกออกแบบโดยฉัน
และชุดสีแดงที่เขากำลังจะมอบรางวัลให้หานรั่วซี ผู้หญิงที่แอบนอนกับเขา ก็มีหลักฐานการขโมยซ่อนอยู่ทุกฝีเข็ม
“สวี่เหนียน เธอบ้าไปแล้วหรือ!”
ซื่อเฉิงตะโกนจากอีกฝั่งของเวที
“ชุดนั้นมีมูลค่ามากกว่าร้อยล้าน! รปภ. จับตัวเธอออกไป!”
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองคนกำลังจะเดินเข้ามา
ฉันยกชิปขึ้นตรงหน้ากล้องถ่ายทอดสด
“ใครแตะตัวฉัน ไฟล์ทั้งหมดในชิปนี้จะถูกส่งไปยังสื่อ คณะกรรมการบริษัท และหน่วยงานทรัพย์สินทางปัญญาทันที”
เจ้าหน้าที่หยุดเท้า
รั่วซีซึ่งสวมชุดสีเงินยืนอยู่ข้างสามีฉันพยายามหัวเราะ
“ชิปจากร้านอิเล็กทรอนิกส์ไม่กี่หยวนจะพิสูจน์อะไรได้”
ฉันหันไปมองเธอ
“มันพิสูจน์ได้ว่า เธอวาดแบบชุดนี้หลังจากฉันวาดเสร็จแล้วสี่ร้อยสิบสามวัน”
รอยยิ้มของเธอหายไป
ฉันเสียบชิปเข้ากับเครื่องอ่านที่เตรียมไว้
จอภาพขนาดใหญ่หลังเวทีซึ่งก่อนหน้านั้นแสดงชื่อของฉินซื่อเฉิงและหานรั่วซี เปลี่ยนเป็นภาพร่างชุดสีแดงทีละขั้น
เวลาในการสร้าง
รหัสอุปกรณ์
แรงกดของปากกา
ประวัติการแก้ไข
รวมถึงวิดีโอจากกล้องเหนือโต๊ะทำงาน ซึ่งแสดงให้เห็นมือของฉันกำลังวาดลวดลายทุกเส้น
วันที่ในวิดีโอคือหนึ่งปีก่อนที่รั่วซีจะอ้างว่าเธอ “ได้รับแรงบันดาลใจ” และเริ่มออกแบบชุดนี้
ทั้งฮอลล์เงียบสนิท
นักข่าวหลายสิบคนยกกล้องขึ้นพร้อมกัน
ซื่อเฉิงรีบเดินไปที่แผงควบคุมและสั่งให้ปิดจอ
แต่ไม่มีใครทำตาม
เพราะระบบถ่ายทอดสดไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเขาอีกแล้ว
ก่อนขึ้นเวที ฉันได้มอบสิทธิ์ควบคุมให้ทนายและผู้ตรวจสอบอิสระเรียบร้อยแล้ว
“เธอขโมยข้อมูลของบริษัท” เขาชี้หน้าฉัน “ทุกอย่างที่สร้างขึ้นระหว่างทำงานย่อมเป็นทรัพย์สินของหลานจิ่ง”
“ถ้าอย่างนั้น เรามาดูกันว่าใครเป็นเจ้าของหลานจิ่งจริง ๆ”
ฉันเปิดเอกสารอีกชุด
เสียงซุบซิบดังขึ้นทั่วงาน
เก้าปีก่อน ฉันกับฉินซื่อเฉิงก่อตั้งแบรนด์หลานจิ่งร่วมกัน
ฉันเป็นคนออกแบบ
เขาเป็นคนดูแลการตลาดและนักลงทุน
ชื่อ “หลานจิ่ง” มาจากห้องปักผ้าเล็ก ๆ ของแม่ฉัน ซึ่งเปิดอยู่ในซูโจวมานานกว่าสามสิบปี
ลวดลายดอกบัวสีแดงที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ เป็นลายที่คุณยายสอนให้ฉันปักตั้งแต่อายุหกขวบ
วันจดทะเบียนบริษัท ซื่อเฉิงบอกว่า เพื่อความสะดวกในการระดมทุน เราควรให้เขาเป็นตัวแทนถือหุ้นและประธานบริษัท
“เราเป็นสามีภรรยากัน” เขาพูด “ชื่อใครก็เหมือนกัน”
ฉันเชื่อเขา
แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่เคยรู้ คือแม่ของฉันไม่ได้มอบสิทธิ์ในชื่อ ลวดลาย หรือคลังผ้าโบราณให้บริษัทอย่างถาวร
เธอออกใบอนุญาตใช้งานเพียงสิบปี
และผู้รับมรดกสิทธิ์ทั้งหมดหลังแม่เสียชีวิตคือฉัน
ใบอนุญาตนั้นจะหมดอายุในเวลาเที่ยงคืนของวันนี้
หากไม่มีลายเซ็นของฉัน หลานจิ่งจะไม่มีสิทธิ์ใช้ชื่อแบรนด์ ลวดลายหลัก แบบชุดเก่า หรือแม้แต่ตราดอกบัวที่ติดอยู่บนสินค้าทุกชิ้นอีกต่อไป
ซื่อเฉิงหน้าซีด
“เป็นไปไม่ได้ ฉันเซ็นสัญญาต่ออายุแล้ว”
“นายเซ็นจริง”
ฉันเปิดสำเนาสัญญาบนจอ
“แต่ลายเซ็นที่นายปลอมเป็นชื่อฉัน ไม่มีผลตามกฎหมาย”
ทนายของฉันเดินขึ้นเวทีพร้อมเอกสารฉบับจริง
“คุณฉินครับ เมื่อเช้านี้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาชั่วคราวแล้ว ตั้งแต่เที่ยงคืน บริษัทหลานจิ่งต้องหยุดใช้ทรัพย์สินที่เป็นของคุณสวี่เหนียนทั้งหมด”
เสียงกล้องถ่ายภาพดังรัว
ซื่อเฉิงหันไปมองรั่วซี
เธอส่ายหน้าอย่างตื่นตระหนก
“คุณบอกฉันว่าสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของบริษัท”
“เงียบ!” เขาตะคอก
ฉันมองพวกเขาแล้วรู้สึกแปลกใจที่ตัวเองไม่เจ็บอีกแล้ว
เจ็ดปีก่อน ฉันเคยคิดว่าผู้ชายคนนี้คือคนที่เข้าใจความฝันของฉันมากที่สุด
ก่อนงานเปิดตัวคอลเลกชันแรกเพียงสองสัปดาห์ ฉันประสบอุบัติเหตุในห้องตัดเย็บ
เครื่องตัดผ้าอัตโนมัติทำงานขึ้นมา ทั้งที่เซ็นเซอร์นิรภัยควรหยุดเครื่องทันทีเมื่อมีมืออยู่ใกล้
มือขวาของฉันได้รับบาดเจ็บรุนแรง
หมอบอกว่า ฉันอาจไม่สามารถควบคุมนิ้วได้เหมือนเดิมอีก
ในช่วงเวลาที่ฉันหมดหวัง ซื่อเฉิงอยู่ข้างฉันทุกวัน
เขาบอกว่า ไม่ต้องกังวลเรื่องบริษัท
เขาจะนำแบบของฉันออกแสดงแทน และจะบอกทุกคนว่าภรรยาของเขาคือคนสร้างผลงานทั้งหมด
แต่ในคืนเปิดตัว ชื่อของฉันไม่ปรากฏบนเวที
ซื่อเฉิงประกาศต่อสื่อว่า เขาเป็นผู้ออกแบบคอลเลกชันด้วยตัวเอง
เมื่อฉันถาม เขาบอกว่าเป็นเพียงกลยุทธ์ชั่วคราว
“นักลงทุนไม่ต้องการฝากอนาคตไว้กับดีไซเนอร์ที่มือใช้งานไม่ได้” เขาพูด
“รอให้เธอหายดี เราจะคืนชื่อให้เธอ”
ฉันรอ
หนึ่งปี
สองปี
จนถึงเจ็ดปี
ฉันฝึกวาดด้วยมือซ้ายจนสามารถควบคุมเส้นได้เหมือนเดิม
ฉันสร้างคอลเลกชันทุกชุดอยู่ในห้องทำงานชั้นใต้ดิน ขณะที่ซื่อเฉิงยืนรับเสียงปรบมือบนเวที
เขาสัญญาว่า เราทำทั้งหมดเพื่ออนาคตของครอบครัว
ฉันจึงยอมให้ชื่อของตัวเองหายไปจากผลงานครั้งแล้วครั้งเล่า
หานรั่วซีเข้ามาเป็นผู้ช่วยของฉันเมื่อสี่ปีก่อน
เธอเรียกฉันว่าอาจารย์
นั่งอยู่ข้างโต๊ะและจดทุกสิ่งที่ฉันสอน
ฉันเคยคิดว่า อย่างน้อยหากมือของฉันไม่เหมือนเดิม ความรู้ทั้งหมดจะยังถูกส่งต่อให้คนรุ่นใหม่
แต่สิ่งที่เธอเรียนรู้ได้ดีที่สุด ไม่ใช่การออกแบบ
มันคือวิธีคัดลอกงานของฉันโดยไม่ทิ้งหลักฐาน
สองปีก่อน ซื่อเฉิงเริ่มไม่ยอมให้ฉันเข้าร่วมการประชุม
รั่วซีกลายเป็นคนรับไฟล์จากฉันแทน
ทุกครั้งที่ฉันออกแบบเสร็จ เธอจะนำแบบไปแก้ไขเพียงเล็กน้อย แล้วใส่ชื่อของตัวเองลงไป
ไม่นาน สื่อก็เริ่มเรียกเธอว่าอัจฉริยะรุ่นใหม่
ส่วนฉันถูกแนะนำกับพนักงานใหม่ว่าเป็น “ภรรยาของประธานที่มาช่วยดูเอกสารเป็นครั้งคราว”
ฉันยังคงอดทน
จนกระทั่งสามเดือนก่อน ฉันได้ยินการสนทนาระหว่างทั้งสองคนผ่านระบบในห้องเก็บแบบ
รั่วซีถามว่า
“หลังงานแฟชั่นวีค คุณจะหย่ากับเธอจริงไหม”
ซื่อเฉิงตอบว่า
“ต้องหย่า หลังใบอนุญาตหมดอายุ เราจะใช้สัญญาต่ออายุที่เตรียมไว้ จากนั้นทำให้ทุกคนเชื่อว่าเธอขโมยข้อมูลบริษัท”
“แล้วถ้าเธอเอาแบบเก่าออกมา?”
เขาหัวเราะ
“ไม่มีใครเชื่อผู้หญิงที่หายจากวงการไปเจ็ดปี และเรามีใบรับรองว่า หลังอุบัติเหตุเธอมีปัญหาทางจิต”
หัวใจฉันเย็นลงทันที
ฉันไม่เคยมีปัญหาทางจิต
แต่ซื่อเฉิงพาฉันไปพบแพทย์ของครอบครัวทุกเดือน โดยบอกว่าเป็นการรักษาอาการวิตกกังวลหลังอุบัติเหตุ
เอกสารเหล่านั้นถูกใช้สร้างประวัติว่า ฉันมีอาการหลงผิด คิดว่าผลงานของคนอื่นเป็นของตัวเอง และอาจทำร้ายคนรอบข้าง
พวกเขาไม่ได้วางแผนเพียงขโมยชื่อของฉัน
พวกเขาเตรียมทำให้ฉันถูกประกาศว่าไร้ความสามารถ เพื่อแย่งสิทธิ์ในมรดกของแม่ไปด้วย
คืนนั้นฉันเปิดลิ้นชักซึ่งไม่เคยแตะมานานหลายปี
ภายในมีสมุดบันทึกของแม่และชิปติดตามแหล่งที่มาจำนวนหนึ่ง
แม่เคยสอนฉันว่า
“ผ้าอาจถูกเปลี่ยนชื่อ คนอาจโกหก แต่ฝีเข็มของคนสร้างจะทิ้งร่องรอยเสมอ”
ตั้งแต่เริ่มออกแบบ ฉันจึงฝังรหัสด้ายสีแดงไว้ในทุกผลงาน
จำนวนปม ตำแหน่งเข็ม และลำดับลายปักจะตรงกับหมายเลขของแบบต้นฉบับ
เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น ฉันเพิ่มชิปบันทึกแหล่งที่มาไว้ในชุดสำคัญทุกชุด
ชิปเก็บวันที่สร้าง ชื่ออุปกรณ์ ประวัติการแก้ไข และรหัสของช่างฝีมือแต่ละคน
ซื่อเฉิงคิดว่ามันเป็นเพียงชิปตรวจสอบสินค้าปลอม
เขาไม่รู้ว่ามันคือพยานที่ฉันเตรียมไว้ตั้งแต่วันที่ยังเชื่อใจเขา
ชุดสีแดงบนเวทีมีชิปตัวสุดท้าย
เพราะมันไม่ได้เป็นเพียงหลักฐานเรื่องแบบของฉัน
มันยังบันทึกรายชื่อช่างปักหนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดคนที่หลานจิ่งไม่เคยจ่ายค่าตอบแทนตามสัญญา
ฉันเปลี่ยนภาพบนจอ
ใบหน้าของหญิงสูงวัยจากหมู่บ้านปักผ้าหลายแห่งปรากฏขึ้น
พวกเธอใช้เวลานับพันชั่วโมงสร้างลวดลายให้คอลเลกชันซึ่งขายได้หลายพันล้าน
แต่บริษัทกลับบันทึกว่า ลายทั้งหมดถูกผลิตด้วยเครื่องจักรภายในโรงงาน
เงินค่าจ้างถูกเบิกออกจากบัญชีแล้ว
แต่ไม่เคยถึงมือช่างฝีมือ
มันถูกโอนไปยังบริษัทที่จดทะเบียนในชื่อแม่ของหานรั่วซี
รั่วซีถอยหลังทันที
“ฉันไม่รู้เรื่องเงิน พี่ซื่อเฉิงเป็นคนจัดการทั้งหมด!”
สามีฉันหันไปหาเธอ
“บัญชีเป็นชื่อแม่เธอ เธอกล้าบอกว่าไม่รู้หรือ”
“คุณบอกว่าเป็นวิธีลดภาษี!”
ทั้งสองเริ่มโยนความผิดให้กันกลางเวทีซึ่งเตรียมไว้ประกาศความรักและความสำเร็จของพวกเขา
ฉันหยิบไมโครโฟนขึ้นมา
“นี่หรือคือดีไซเนอร์แห่งปี”
“คนหนึ่งไม่เคยวาดแบบด้วยตัวเอง”
“อีกคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ใครเป็นผู้สร้างลวดลายบนชุดที่ตัวเองกำลังรับรางวัล”
รั่วซีจ้องฉันด้วยความเกลียดชัง
“ต่อให้ผลงานเก่าเป็นของเธอ ชุดนี้ฉันเป็นคนคิดแนวทางเอง!”
ฉันมองชุดสีแดงบนหุ่น
“แนวทางที่เธอเรียกว่า ‘ดอกเหมยใต้แสงจันทร์’ จริง ๆ แล้วชื่อว่า ‘จดหมายถึงแม่’”
ฉันเปิดสมุดบันทึกหน้าหนึ่ง
ภาพร่างเดียวกันปรากฏอยู่ในสมุดของแม่ฉันเมื่อยี่สิบห้าปีก่อน
แต่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์
หลังแม่เสียชีวิต ฉันใช้เวลาสามปีออกแบบส่วนที่เหลือ เพื่อสร้างชุดที่รวมลายปักของแม่ คุณยาย และตัวฉันไว้ด้วยกัน
รั่วซีไม่รู้แม้แต่ความหมายของงานที่เธออ้างว่าเป็นผู้สร้าง
นักข่าวคนหนึ่งถามเธอว่า เหตุใดกลีบดอกไม้ด้านซ้ายจึงมีเพียงเจ็ดกลีบ
เธอตอบไม่ได้
ฉันจึงพูดว่า
“เพราะแม่ฉันจากไปในวันที่เจ็ด และกลีบดอกที่หายไปหมายถึงคนที่ไม่มีโอกาสกลับบ้าน”
เสียงในฮอลล์เงียบลง
หญิงชราสามคนเดินออกมาจากหลังเวที
พวกเธอคือช่างปักที่เคยทำงานกับแม่และช่วยฉันสร้างชุดนี้
หนึ่งในนั้นเปิดกล่องด้ายเก่า ซึ่งมีหมายเลขตรงกับรหัสในชิปทุกหลัก
“คุณหานไม่เคยมาที่หมู่บ้านของเรา” เธอกล่าว
“เธอไม่เคยจับเข็ม ไม่เคยถามความหมายของลาย และไม่เคยจ่ายค่าจ้างตามสัญญา”
“คนที่นั่งทำงานกับพวกเราทุกคืนคือคุณสวี่เหนียน”
กรรมการบริษัทหลายคนเริ่มลุกจากที่นั่ง
ตัวแทนหน่วยงานทรัพย์สินทางปัญญาเดินขึ้นเวที พร้อมแจ้งว่าเอกสารและอุปกรณ์ทั้งหมดจะถูกเก็บเป็นหลักฐาน
ซื่อเฉิงพยายามเข้ามาดึงชิปจากมือฉัน
เจ้าหน้าที่ขวางเขาไว้
“เธอทำแบบนี้เพราะอยากแก้แค้นฉันใช่ไหม” เขาตะโกน “ถ้าเธอทำลายหลานจิ่ง เธอก็ไม่ได้อะไรเหมือนกัน!”
ฉันมองเขาอย่างสงบ
“นายยังไม่เข้าใจ”
“หลานจิ่งไม่ได้กำลังถูกฉันทำลาย”
“มันถูกนายทำลาย ตั้งแต่วันที่นายเลือกสร้างชื่อเสียงบนผลงานของคนอื่น”
ทนายเปิดเอกสารฉบับต่อไป
คณะกรรมการบริษัทได้รับแจ้งว่า หากใบอนุญาตหมดอายุ สินค้ากว่าร้อยละแปดสิบจะไม่สามารถจำหน่ายต่อได้
นักลงทุนหลักสามรายขอระงับสัญญาทันที
แพลตฟอร์มออนไลน์ประกาศหยุดขายคอลเลกชันที่มีข้อพิพาท
สมาคมแฟชั่นถอนการเสนอชื่อรางวัลของรั่วซี
แต่ยังมีความจริงอีกเรื่องที่ฉันไม่ได้เปิดเผยจนถึงตอนนั้น
ฉันหยิบรายงานการตรวจเครื่องตัดผ้าเมื่อเจ็ดปีก่อนขึ้นมา
รายงานเดิมระบุว่าอุบัติเหตุเกิดจากระบบขัดข้อง
แต่ช่างเทคนิคผู้ตรวจเครื่องเดินขึ้นเวทีพร้อมสำเนาบันทึกภายใน
“เซ็นเซอร์ไม่ได้เสียครับ”
“สายไฟของระบบนิรภัยถูกถอดออกด้วยมือ ก่อนคุณสวี่จะเข้าห้องตัดผ้าเพียงยี่สิบนาที”
เขาเก็บสำเนาไว้ เพราะถูกสั่งให้แก้รายงานและได้รับเงินปิดปาก
คนที่โอนเงินให้เขาคือผู้จัดการฝ่ายผลิต ซึ่งทำงานให้ฉินซื่อเฉิงโดยตรง
ฉันเปิดไฟล์เสียงจากโทรศัพท์เก่าของผู้จัดการ
เสียงของซื่อเฉิงดังขึ้นอย่างชัดเจน
“ฉันไม่ได้ต้องการให้เธอบาดเจ็บหนัก แค่ทำให้มือเธอใช้งานไม่ได้สักระยะ นักลงทุนจะได้ยอมให้ฉันขึ้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แทน”
จากนั้นเสียงของรั่วซีก็ดังตามมา
ตอนนั้นเธอยังเป็นนักศึกษาฝึกงานในโรงงาน
“ถ้าเธอกลับมาวาดได้ล่ะคะ”
ซื่อเฉิงตอบว่า
“ฉันจะทำให้เธอเชื่อว่า ไม่มีใครต้องการดีไซเนอร์ที่มือพิการ”
ฉันมองผู้ชายที่เคยเฝ้าอยู่ข้างเตียงโรงพยาบาลทุกคืน
คนที่จับมือฉันและร้องไห้ บอกว่าอุบัติเหตุไม่ใช่ความผิดของฉัน
แท้จริงเขาเป็นคนสั่งให้ถอดระบบนิรภัย
เขาไม่ได้ดูแลฉันเพราะรัก
เขาอยู่ข้างฉันเพื่อให้แน่ใจว่า ฉันจะไม่สงสัยว่าใครทำลายมือของตัวเอง
ซื่อเฉิงส่ายหน้าอย่างรุนแรง
“ไฟล์นั้นถูกตัดต่อ ฉันเพียงต้องการหยุดเครื่องชั่วคราว ฉันไม่รู้ว่าเธอจะเข้าไป!”
“แต่นายรู้ว่าฉันมีตารางตัดผ้าในวันนั้น”
“รั่วซีเป็นคนส่งตารางให้”
สายตาทุกคู่หันไปหาผู้หญิงในชุดสีเงิน
เธอรีบพูดว่า
“เขาสั่งฉัน! ตอนนั้นฉันยังเด็ก ฉันไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น!”
“แต่หลังจากเห็นฉันบาดเจ็บ เธอยังอยู่กับเขาอีกเจ็ดปี” ฉันตอบ
“เธอรับตำแหน่งของฉัน รับชื่อของฉัน และรับรางวัลจากผลงานของฉัน”
“เธออาจไม่ใช่คนออกคำสั่ง แต่เธอเลือกผลประโยชน์จากอุบัติเหตุนั้นทุกวัน”
รั่วซีทรุดนั่งลงบนขอบเวที
ซื่อเฉิงพยายามเดินหนี
แต่เจ้าหน้าที่สอบสวนเชิญตัวเขาไปให้ปากคำเกี่ยวกับการทำร้ายร่างกาย การปลอมแปลงเอกสาร การยักยอกค่าจ้าง และการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
งานแฟชั่นโชว์ถูกยุติก่อนการมอบรางวัล
แต่ฉันยังไม่ยอมให้ไฟบนเวทีดับ
ฉันขอให้นางแบบทั้งหมดกลับมา
จากนั้นเชิญช่างปักทุกคนขึ้นยืนข้างผลงานที่พวกเธอสร้าง
ครั้งแรกในรอบหลายปี ชื่อของคนทำงานจริงถูกประกาศต่อหน้ากล้อง
ไม่ใช่เพียงชื่อฉัน
แต่รวมถึงคนวาดลาย คนย้อมผ้า คนปักด้าย และคนตัดเย็บทุกคน
เสียงปรบมือครั้งนั้นไม่ได้เป็นของประธานบริษัทหรือหญิงสาวที่ยืนรับรางวัล
มันเป็นของมือหลายร้อยคู่ซึ่งถูกซ่อนอยู่หลังตราสินค้า
เช้าวันต่อมา คณะกรรมการเรียกประชุมฉุกเฉิน
ซื่อเฉิงถูกปลดจากทุกตำแหน่ง
รั่วซีถูกระงับการทำงานและถูกสอบสวนเรื่องเอกสารกับบัญชีบริษัทแม่ของเธอ
แพทย์ที่ออกใบรับรองอาการทางจิตปลอมให้ฉันยอมรับว่าได้รับเงินจากครอบครัวฉิน
เอกสารเตรียมขอให้ศาลประกาศว่าฉันไร้ความสามารถจึงกลายเป็นหลักฐานอีกชิ้นในคดี
กรรมการเสนอให้ฉันรับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และต่อสัญญาให้บริษัทใช้ชื่อหลานจิ่ง
ฉันปฏิเสธ
“แบรนด์ที่เติบโตด้วยการซ่อนชื่อคนสร้าง ไม่ควรได้รับการช่วยเหลือเพียงเพราะเปลี่ยนคนบนเก้าอี้ประธาน”
ฉันถอนสิทธิ์ในชื่อและผลงานทั้งหมด
แต่ไม่ได้ปิดโรงงานหรือทอดทิ้งพนักงาน
ฉันตั้งบริษัทใหม่ร่วมกับกลุ่มช่างฝีมือ โดยให้พวกเธอถือหุ้นและได้รับค่าตอบแทนตามยอดขายจริง
พนักงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการโกงได้รับข้อเสนอให้ย้ายมาทำงานต่อ
คอลเลกชันที่ยังมีข้อพิพาทถูกเก็บไว้จนกว่าจะตรวจสอบว่าใครเป็นผู้สร้างแต่ละส่วน
ทุกชื่อที่เคยถูกลบออกจากเอกสารถูกนำกลับมาใส่อีกครั้ง
หกเดือนต่อมา คดีอุบัติเหตุของฉันถูกเปิดสอบใหม่
ซื่อเฉิงยอมรับว่าเป็นคนสั่งให้ปิดระบบนิรภัย แต่ยังอ้างว่าไม่คิดว่าฉันจะได้รับบาดเจ็บรุนแรง
รั่วซีมอบข้อความและหลักฐานการโอนเงินเพิ่มเติมเพื่อขอลดโทษ
ทั้งคู่ยังคงโยนความผิดให้กัน
เหมือนวันสุดท้ายบนเวที
ผู้ชายที่เคยบอกว่าเธอคืออัจฉริยะ และผู้หญิงที่เคยบอกว่าเขาเป็นคนเดียวที่เชื่อในความสามารถของเธอ—
สุดท้ายกลับพยายามทำลายกันเพื่อช่วยตัวเอง
หนึ่งปีกับสองเดือนหลังงานแฟชั่นโชว์ ฉันกลับขึ้นเวทีอีกครั้ง
ครั้งนี้ไม่มีชื่อของสามีอยู่บนฉากหลัง
ไม่มีใครยืนรับเครดิตแทนคนอื่น
หญิงช่างปักจากซูโจวเดินออกมาพร้อมนางแบบ
แต่ละชุดมีการ์ดระบุชื่อของผู้สร้างทุกขั้นตอน
ชุดสุดท้ายยังคงเป็นชุดสีแดง
ฉันซ่อมรอยตัดด้วยด้ายสีทอง โดยไม่พยายามซ่อนมัน
เพราะรอยแผลไม่ได้ทำให้ผลงานหมดคุณค่า
มันเพียงบอกว่า สิ่งนี้เคยถูกทำร้ายและได้รับการฟื้นฟูด้วยมือของเจ้าของตัวจริง
นักข่าวถามว่า เหตุใดฉันไม่สร้างชุดใหม่แทนการซ่อมชุดที่ถูกตัด
ฉันตอบว่า
“เพราะฉันไม่ต้องการลบร่องรอยของสิ่งที่เกิดขึ้น”
“มือของฉันมีรอยแผล ชุดนี้ก็มีรอยแผล และคนทำงานทุกคนก็เคยถูกทำให้เงียบ”
“แต่รอยแผลไม่ได้หมายความว่าเราต้องหลบอยู่หลังชื่อของคนอื่นตลอดไป”
หลังการแสดง ฉันนำชิปสีดำตัวนั้นใส่ไว้ในกรอบกระจก
ใต้กรอบมีด้ายสีแดงเส้นหนึ่งและประโยคจากสมุดของแม่
“ชื่อบนป้ายอาจถูกขโมยได้ แต่ร่องรอยของมือที่สร้าง ไม่มีใครขโมยไปได้ตลอดกาล”
คืนที่ฉันตัดชุดมูลค่าร้อยล้าน ทุกคนคิดว่าฉันกำลังทำลายผลงานชิ้นเอก
แต่ความจริงแล้ว ฉันกำลังเปิดตะเข็บที่ซ่อนคำโกหกมานานเจ็ดปี
ฉันไม่ได้เพียงเอาชื่อของตัวเองกลับคืนมา
ฉันคืนชื่อให้คนอีกหนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดคน ซึ่งเคยถูกบังคับให้ยืนอยู่หลังม่าน
ส่วนผู้ชายที่สร้างอาณาจักรจากผลงานของฉัน—
สุดท้ายต้องมองอาณาจักรทั้งหมดพังลง เพราะชิปตัวเล็กกว่าปลายนิ้วที่เขาไม่เคยเห็นคุณค่า