เข็มเงินเล่มเล็กแทงลงกลางฝีที่บวมแดงบนต้นแขนของหญิงสาวโดยไม่มีคำเตือน น้ำหนองพุ่งออกมาจนเธอกรีดร้อง ผู้คนในตลาดพากันถอยหนี แต่เด็กชายมอมแมมที่ลงมือกลับเพียงใช้ผ้าสะอาดเช็ดแผลให้อย่างใจเย็น ราวกับเคยทำเช่นนี้มานับพันครั้ง
ไม่มีใครรู้ว่าอีกไม่กี่นาทีต่อมา ชายชราผู้ยืนมองอยู่ใต้ชายคาร้านชา จะฝากวิชาแพทย์และความลับของเขาไว้กับเด็กคนนั้น และไม่มีใครรู้เช่นกันว่า ยี่สิบปีหลังจากวันนั้น เด็กชายขอทานจะกลับไปยืนหน้าประตูตระกูลหลินในฐานะทายาทที่ถูกลืม เพียงเพื่อถูกคนในบ้านสั่งให้ลงโทษตัวเองจนพิการ
เด็กชายชื่อหลินเซียวเฉิน ตอนอายุห้าขวบ เขาพลัดหลงจากครอบครัวระหว่างขบวนรถที่เกิดอุบัติเหตุบนถนนภูเขา คืนนั้นฝนตกหนัก รถคันหนึ่งตกลงไปในหุบเขา คนขับเสียชีวิต ส่วนเด็กชายถูกกระแสน้ำพัดหายไป ไม่มีใครพบศพ แม้แต่พ่อแม่ของเขาก็เชื่อว่าเขาคงไม่รอด
แต่เซียวเฉินรอด เขาเดินเท้าเปล่าขึ้นเขาชิงเฉิงทั้งที่มีไข้และแผลเต็มตัว จนถูกหลัวเย่าชิง ชายชราผู้ใช้ชีวิตสันโดษบนเขาพบเข้า หลัวเย่าชิงไม่ใช่เพียงหมอชรา เขาเคยเป็นศิษย์เอกของสำนักแพทย์โบราณ และเคยช่วยชีวิตผู้คนมากมายในช่วงสงคราม เพียงแต่เขาเบื่อหน่ายผู้คนที่เห็นเงินสำคัญกว่าชีวิต จึงปลีกตัวขึ้นเขาและไม่รับศิษย์มาหลายสิบปี
เซียวเฉินไม่ร้องไห้ขอความช่วยเหลือ เขากลับเก็บสมุนไพรใกล้กระท่อมมาต้มให้ชายชราที่กำลังไอเป็นเลือด เมื่อหลัวเย่าชิงถามว่าเรียนมาจากไหน เด็กชายตอบเพียงว่าเคยเห็นแม่ใช้ใบไม้ประคบแผลให้เขา
ความไร้เดียงสานั้นทำให้ชายชราใจอ่อน เขารับเซียวเฉินเป็นศิษย์ และสอนทุกอย่างที่ตนมี ทั้งการวินิจฉัยโรคจากชีพจร การฝังเข็ม การต่อกระดูก รวมถึงวิชาป้องกันตัวที่คนทั่วไปไม่มีวันเข้าใจ
ยี่สิบปีผ่านไป เซียวเฉินกลายเป็นชายหนุ่มที่รู้จักโลกจากเสียงลมบนภูเขาและตำราเก่าในห้องไม้ เขาไม่เคยลืมครอบครัว แต่ก็ไม่เคยได้รับข่าวจากพวกเขาเช่นกัน จนวันหนึ่งหลัวเย่าชิงเรียกเขาไปนั่งข้างเตียง
“ถึงเวลาที่เจ้าต้องลงจากเขาแล้ว”
เซียวเฉินนิ่งไป “อาจารย์ไล่ผมหรือครับ”
“ข้ากำลังส่งเจ้าไปช่วยคน” ชายชราหยิบจี้หยกเก่าชิ้นหนึ่งออกมา “ตระกูลหลินกำลังจะเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ ลูกสาวทั้งสามของบ้านนั้นพยายามประคองบริษัทมานานยี่สิบปี แต่ศัตรูที่อยู่เบื้องหลังไม่ใช่คนธรรมดา หากเจ้าไม่กลับไป พวกนางจะรับมือไม่ไหว”
เซียวเฉินมองจี้หยก บนผิวมันสลักอักษรหลินเอาไว้ “ทำไมอาจารย์ถึงรู้เรื่องครอบครัวผม”
หลัวเย่าชิงไม่ตอบทันที เขาเพียงมองรอยแผลเป็นเล็ก ๆ บนต้นขาของศิษย์
ตอนเซียวเฉินยังเด็ก เขาเคยถูกโจรภูเขาจับตัวไปพร้อมกับเด็กหญิงอีกสองคนที่หลงทางเช่นกัน เด็กทั้งสามสัญญากันว่าจะกลับมาพบกันอีก จึงกัดรอยไว้ที่ต้นขาของน้องชายเพื่อใช้เป็นหลักฐานในอนาคต เด็กหญิงสองคนนั้นคือหลินชิงหลันและหลินชิงเยว่ ลูกสาวคนโตและคนรองของตระกูลหลิน ส่วนเด็กหญิงคนที่สามคือหลินชิงเวย น้องสาวคนเล็กของเขา
หลัวเย่าชิงเคยช่วยส่งเด็กหญิงทั้งสามกลับบ้าน แต่ก่อนที่เซียวเฉินจะถูกพบ เขาถูกพัดหายไปเสียก่อน ชายชราจึงเก็บความลับนี้ไว้ และเฝ้าติดตามข่าวตระกูลหลินมาหลายปี
“เจ้าต้องทดสอบจิตใจพวกนางก่อน” อาจารย์กล่าว “อย่าเพิ่งเปิดเผยตัวตน หากพวกนางรักเพียงชื่อเสียงและทรัพย์สิน เจ้าจะได้รู้ก่อนที่จะฝากชีวิตไว้กับพวกนาง”
เซียวเฉินลงจากเขาในเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่น เขาตั้งใจปลอมตัวเป็นขอทาน เพื่อดูว่าครอบครัวที่ไม่ได้พบเขายี่สิบปีจะมองเห็นคนในสายเลือด หรือเห็นเพียงความสกปรกบนเสื้อผ้า
เมื่อมาถึงเมือง เขาพบหญิงชราคนหนึ่งล้มอยู่ข้างถนน ฝีเรื้อรังบนแขนทำให้นางเจ็บปวดมาหลายปี ผู้คนยืนดูแต่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เซียวเฉินจึงใช้ปิ่นผมของหญิงคนหนึ่งกับเข็มที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อเปิดฝีให้นาง แม้ผู้คนจะตะโกนว่าเขาเป็นคนบ้า แต่เขาก็รักษาแผลจนสะอาด
หลัวเย่าชิงซึ่งแอบติดตามอยู่เห็นทุกอย่าง เขายิ้มอย่างพอใจ เซียวเฉินยังไม่รู้ว่าการกระทำครั้งนั้นจะทำให้หมอหลายคนเริ่มตามหาเขาในภายหลัง
คืนนั้น เซียวเฉินเดินไปถึงคฤหาสน์ตระกูลหลิน เขาไม่ได้เคาะประตูในทันที แต่ยืนมองป้ายหินอ่อนขนาดใหญ่หน้าบ้านอยู่นาน บ้านที่เขาเคยวิ่งเล่นตอนเด็กดูสูงใหญ่เกินกว่าความทรงจำมาก
ชายยามมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วหัวเราะ “มาขอเงินที่อื่น ที่นี่ไม่รับคนพิการกับขอทาน”
เซียวเฉินก้มมองไม้เท้าที่ถืออยู่ เขาไม่ได้พิการจริง เพียงแสร้งเดินกะเผลกเพื่อไม่ให้ใครสงสัย
“ผมมาหาคนในบ้าน”
“ทุกคนที่มาที่นี่ก็พูดแบบนั้น”
ก่อนที่เขาจะถูกไล่ หญิงสาวสามคนก็เดินออกมาจากรถคันหรู คนแรกคือหลินชิงหลัน ประธานบริษัทหลินกรุ๊ป ผู้บริหารหญิงที่เด็ดขาดจนคนในวงการเรียกเธอว่าเหล็กกล้า คนที่สองคือหลินชิงเยว่ ศัลยแพทย์หัวใจชื่อดัง และคนสุดท้ายคือหลินชิงเวย นักร้องและนักแสดงที่กำลังมีชื่อเสียง
เซียวเฉินจำพวกนางได้ทันที แม้ใบหน้าจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่แววตายังเหมือนภาพในความทรงจำ
ชิงเวยเป็นคนแรกที่มองเห็นเขา นางหยุดเดินและขมวดคิ้ว “คุณคือใคร”
เซียวเฉินกำลังจะตอบ แต่ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาขวางหน้า เขาชื่อจิ่งเซวิน เป็นบุตรบุญธรรมที่ตระกูลหลินรับมาเลี้ยงหลังจากเซียวเฉินหายตัวไป และทุกคนในบ้านเรียกเขาว่าคุณชายรอง
จิ่งเซวินมองเซียวเฉินอย่างรังเกียจ “อย่าเอาคนสกปรกเข้าบ้าน พรุ่งนี้บริษัทจะเข้าตลาดหุ้น หากมีภาพขอทานอยู่หน้าคฤหาสน์ นักลงทุนจะคิดว่าตระกูลหลินกำลังตกต่ำ”
“เขาบอกว่ารู้จักเรา” ชิงเวยพูดเบา ๆ
“คนแบบนี้จำชื่อคนรวยเก่งอยู่แล้ว” จิ่งเซวินตอบ “อย่าให้เขาหลอกพี่ ๆ”
เซียวเฉินมองหญิงสาวทั้งสาม แม้พวกนางยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แต่เขาเห็นสิ่งหนึ่งชัดเจน บนข้อมือของชิงหลันมีรอยแผลเป็นจากอุบัติเหตุเก่า ส่วนชิงเยว่ใช้ไม้เท้าพยุงตัว น้ำหนักลงที่ขาซ้ายไม่เต็มที่ และชิงเวยมีอาการไอแห้ง ๆ ทุกครั้งหลังพูดนาน
สามโรคนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
“ผมขอพบพ่อกับแม่ได้ไหม” เซียวเฉินถาม
ชิงหลันมองเขาด้วยสีหน้าเย็นชา “พ่อแม่กำลังประชุม ไม่มีเวลาพบคนแปลกหน้า”
“ผมไม่ใช่คนแปลกหน้า”
จิ่งเซวินหัวเราะ “ถ้าอย่างนั้นก็พูดชื่อสิ นายเป็นใคร”
เซียวเฉินเงียบไป เพราะคำตอบที่แท้จริงอาจทำให้ทุกอย่างพังทันที เขาจึงเพียงบอกว่า “ผมชื่อหลินเซียวเฉิน”
รอยยิ้มบนใบหน้าของทุกคนหายไป
หลินชิงหลันกำมือแน่น ชิงเยว่หันมองเขาอย่างพินิจ ส่วนชิงเวยก้าวเข้ามาใกล้ “คุณรู้ชื่อนี้ได้อย่างไร”
“เพราะมันเป็นชื่อของผม”
จิ่งเซวินหันไปเรียกคนรับใช้ “แจ้งพ่อแม่เดี๋ยวนี้ มีคนแอบอ้างเป็นลูกชายที่หายไป”
ไม่นาน หลินจื้อเหวินกับภรรยาเดินลงมาจากชั้นบน ทั้งคู่ชะงักเมื่อเห็นเซียวเฉิน ชายผู้เป็นบิดามองใบหน้าของเขานานเกินไป ราวกับกำลังพยายามค้นหาภาพเด็กชายในอดีต
แต่คนที่เอ่ยปากก่อนคือจิ่งเซวิน
“พ่อครับ เขาตั้งใจมาช่วงที่บริษัทกำลังจะเข้าตลาดหุ้นพอดี ผมเกรงว่าจะมีคนส่งเขามาป่วน”
มารดาของเซียวเฉินมองเสื้อผ้าเก่า ๆ แล้วหลบสายตา “ถ้าเป็นเซียวเฉินจริง เขาน่าจะมีหลักฐาน”
“หลักฐานอยู่ที่ต้นขา” เซียวเฉินตอบ
สีหน้าของชิงหลันเปลี่ยนไปทันที เพราะมีเพียงเด็กทั้งสามคนในคืนนั้นเท่านั้นที่รู้เรื่องรอยกัด ชิงเยว่ขยับเข้าบังน้องสาว ส่วนชิงเวยจ้องเขาไม่กะพริบ
จิ่งเซวินยังไม่ยอมแพ้ “ใครก็อาจสืบเรื่องนี้มาได้”
เซียวเฉินเห็นความลังเลของพี่สาว เขารู้ว่าพวกนางจำเขาได้เพียงบางส่วน แต่ยี่สิบปีแห่งความเจ็บปวดทำให้ความหวังของพวกนางถูกแทนที่ด้วยความระแวง
“ถ้าพวกคุณไม่เชื่อ ผมจะไป” เขาพูด
“เดี๋ยวก่อน” ชิงหลันเอ่ย “เข้ามากินข้าวก่อน ที่นี่เป็นบ้านของเธอแล้ว ไม่ว่าเธอจะเป็นใครก็ตาม เราจะตรวจสอบให้แน่ชัด”
คำพูดนั้นทำให้เซียวเฉินใจอ่อนลงเล็กน้อย แต่จิ่งเซวินกลับแอบยิ้ม เขาเชื่อว่าหลังจากพ่อแม่ตรวจสอบแล้ว ชายหนุ่มคนนี้จะถูกไล่ออกไป
โต๊ะอาหารยาวถูกจัดเต็มจนไม่มีที่ว่าง เซียวเฉินถูกให้นั่งปลายโต๊ะ คนรับใช้วางชามธรรมดาไว้ตรงหน้า ต่างจากจิ่งเซวินที่มีอาหารพิเศษและไวน์ราคาแพง
เขาไม่ได้สนใจอาหาร เขากลับสังเกตว่าชิงเยว่ใช้มือกดใต้ซี่โครงทุกครั้งที่หายใจลึก และชิงเวยวางมือบนหน้าอกเมื่อมีอาการไอ
“พี่รอง ขาเป็นอย่างไรบ้างครับ” เซียวเฉินถาม
ชิงเยว่เงยหน้า “เธอรู้ได้อย่างไรว่าฉันมีปัญหาที่ขา”
“ท่าเดินของพี่ไม่สมดุล เส้นเอ็นหลังเข่าถูกกดทับมานานแล้ว หากปล่อยไว้ อีกไม่กี่ปีพี่อาจยืนไม่ได้”
จิ่งเซวินหัวเราะดัง “ขอทานอย่างนายจะรู้เรื่องการรักษาได้อย่างไร”
เซียวเฉินไม่ตอบ เขาหันไปมองชิงหลัน “ส่วนพี่ใหญ่มีสารพิษตกค้างในร่างกายจากยาที่ใช้รักษาแผลเมื่อหลายปีก่อน ชีพจรของพี่เร็วเกินไปในช่วงกลางคืน”
ชิงหลันกำลังจะปฏิเสธ แต่สีหน้าของนางก็ซีดลง เพราะสิ่งที่เขาพูดตรงกับอาการที่นางปิดบังมาหลายปี
“แล้วฉันล่ะ” ชิงเวยถาม ทั้งที่พยายามทำเสียงล้อเล่น “ฉันจะตายเร็วไหม”
“ปอดของพี่มีเงาผิดปกติ และมีคนผสมยากระตุ้นบางอย่างในเครื่องดื่ม พี่จึงไอหนักขึ้นตอนกลางคืน”
ช้อนในมือชิงเวยหล่นกระทบจาน
พ่อของพวกนางตบโต๊ะ “พอได้แล้ว! อย่ามาใช้เรื่องสุขภาพสร้างความวุ่นวาย”
เซียวเฉินมองเขา “ผมยังไม่ได้บอกว่าคนทำเป็นใคร แต่ถ้าพรุ่งนี้พี่สามยังขึ้นเวที พี่อาจไอเป็นเลือดต่อหน้าคนหลายพันคน”
คำเตือนนั้นถูกมองว่าเป็นการข่มขู่ จิ่งเซวินเรียกคนรับใช้ให้พาเขาไปห้องเก็บของ แต่ชิงหลันกลับสั่งให้จัดห้องเล็กด้านข้างให้เขาพัก
คืนนั้น เซียวเฉินนอนไม่หลับ เขาได้ยินเสียงคนเปิดประตูห้องเบา ๆ ชายสองคนแอบเข้ามาพร้อมผ้าคลุมหน้า หนึ่งในนั้นถือมีดสั้น
เขาแกล้งหลับจนทั้งคู่เข้าใกล้ แล้วใช้เพียงปลายนิ้วกดจุดที่ข้อมือ คนร้ายทรุดลงโดยไม่ทันร้อง อีกคนชักมีดแทงเข้าหาเขา แต่เซียวเฉินหลบและบิดแขนจนมีดตกพื้น
เมื่อเปิดผ้าคลุมหน้า เขาพบว่าเป็นคนของบริษัทคู่แข่ง และบนตัวชายคนนั้นมีตราโลหะรูปงูดำ
ตราเดียวกับที่หลัวเย่าชิงเคยเตือนว่าเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มเหยี่ยวดำ องค์กรที่คอยควบคุมธุรกิจผิดกฎหมายหลายแห่งในเมือง
เซียวเฉินไม่ได้ส่งคนร้ายให้ตำรวจทันที เขาผูกทั้งคู่ไว้และพบโทรศัพท์เครื่องหนึ่ง ในโทรศัพท์มีข้อความจากหมายเลขนิรนามว่า “ทำให้ทายาทตัวจริงหายไปก่อนการเข้าตลาดหุ้น”
เขายังไม่รู้ว่าทายาทตัวจริงคือใคร แต่คำตอบนั้นชัดเจนเกินไป
เช้าวันถัดมา ชิงหลันเรียกเขาไปพบที่ห้องทำงาน นางไม่ถามเรื่องคนร้าย เพียงวางเอกสารผลตรวจดีเอ็นเอลงบนโต๊ะ
“ผลเบื้องต้นตรงกันเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์” นางพูดเสียงแหบ “เธอคือเซียวเฉินจริง”
เซียวเฉินมองเอกสารแล้วถาม “แล้วพี่จะทำอย่างไร”
ชิงหลันหลบตา “ฉันจะประกาศเรื่องนี้หลังการเข้าตลาดหุ้น”
“เพราะกลัวราคาหุ้นตก?”
“เพราะถ้าพ่อกับแม่ยอมรับเธอตอนนี้ นักลงทุนจะคิดว่าตระกูลหลินมีความขัดแย้งเรื่องทายาท จิ่งเซวินเป็นผู้ถือหุ้นแทนพ่อมาหลายปี การเปลี่ยนตัวกะทันหันอาจทำให้บริษัทล้ม”
เซียวเฉินหัวเราะเบา ๆ “ผมเพิ่งกลับบ้านวันแรก แต่สิ่งที่พี่คิดถึงก่อนคือราคาหุ้น”
“ฉันไม่ได้ไม่ต้องการเธอ”
“แต่พี่ยอมให้ผมอยู่ในห้องเก็บของ และปล่อยให้คนอื่นเรียกผมว่าขอทาน”
ชิงหลันเงียบ เพราะเธอไม่มีคำแก้ตัวที่ดีพอ
ในเวลาเดียวกัน จิ่งเซวินแอบเข้าไปพบหลินจื้อเหวินกับภรรยา เขาวางเอกสารอีกชุดลงบนโต๊ะ เป็นสัญญาที่ระบุว่า หากเซียวเฉินกลับมา บริษัทจะต้องโอนหุ้นส่วนใหญ่ให้เขา และการเข้าตลาดหุ้นจะถูกระงับทันที
“ถ้าเขาเปิดเผยตัวตอนนี้ ทุกอย่างที่เราสร้างมาจะพัง” จิ่งเซวินกล่าว “เขาอาจเป็นคนที่คู่แข่งส่งมา หรือไม่ก็กลับมาเพื่อแย่งทุกอย่าง”
บิดาของเซียวเฉินลังเล “แต่ผลตรวจ…”
“ผลตรวจปลอมได้ครับ และถ้าเขาเป็นลูกจริง เขาก็ยังเป็นคนที่หายไปยี่สิบปี ไม่รู้จักบริษัท ไม่รู้จักครอบครัว แล้วเราจะฝากอนาคตไว้กับเขาได้อย่างไร”
มารดาของเซียวเฉินกำมือบนตัก นางเคยฝันว่าจะได้กอดลูกชายอีกครั้ง แต่ในวันกลับมา เขากลับยืนอยู่ตรงหน้าในสภาพที่ทำให้นางอับอายต่อหน้าคนทั้งบ้าน นางจึงเลือกเชื่อคำพูดของคนที่อยู่ข้างกายมานานกว่า
เย็นวันนั้น ครอบครัวหลินจัดประชุมใหญ่ จิ่งเซวินเสนอให้เซียวเฉินออกจากบ้านก่อนการเข้าตลาดหุ้น เพื่อป้องกันข่าวลือ
ชิงเยว่กับชิงเวยยังลังเล แต่เมื่อบิดาสั่งให้พวกนางลงความเห็น ทั้งคู่ก็เลือกเงียบ
“ถ้าพวกคุณจะลงโทษผม ก็พูดมาเถอะ” เซียวเฉินกล่าว
จิ่งเซวินยิ้ม “ในเมื่อเธออ้างว่าเป็นทายาทตระกูลหลิน ก็ต้องพิสูจน์ว่าเธอมีสิทธิ์อยู่ที่นี่ พ่อสั่งให้เธอคืนทรัพย์สินทั้งหมดที่ใช้ไปในบ้าน และออกไปโดยไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียว”
เซียวเฉินมองพี่สาวทั้งสาม “นี่คือการลงโทษที่พวกพี่เห็นด้วยหรือ”
ชิงหลันกำลังจะพูด แต่จิ่งเซวินตัดบท “ถ้าเขาเป็นคนจริงใจ เขาต้องยอมรับการทดสอบ ไม่ใช่เอาแต่เรียกร้องความรัก”
เซียวเฉินพยักหน้า “ได้ ผมยอมรับ”
เขาถอดจี้หยกที่หลัวเย่าชิงให้ วางลงบนโต๊ะแล้วเดินออกจากบ้าน
ชิงเวยลุกขึ้นตาม แต่ชิงหลันจับแขนนางไว้ “อย่าเพิ่งไป”
“เขาเป็นน้องของเรา”
“เรายังพิสูจน์ไม่ได้ทั้งหมด”
“แต่เรากำลังไล่เขาออกไปเหมือนครั้งแรกที่เขาหายไป” ชิงเวยพูด น้ำตาคลอ “ครั้งนั้นเราเสียเขาไปเพราะอุบัติเหตุ ครั้งนี้เรากำลังเสียเขาไปเพราะความกลัว”
คืนนั้น ชิงเวยเริ่มไออย่างรุนแรง นางไอจนมีเลือดติดผ้าเช็ดหน้า เซียวเฉินซึ่งยังอยู่ใกล้คฤหาสน์ได้ยินเสียง จึงย้อนกลับเข้ามาทางหน้าต่างและช่วยประคองนางไปห้องรักษา
เขาตรวจชีพจรและพบว่ามียากระตุ้นหัวใจในเลือดมากกว่าปกติ หากชิงเวยขึ้นเวทีในวันรุ่งขึ้น นางอาจหัวใจหยุดเต้น
“ใครให้ยานี้กับพี่”
ชิงเวยส่ายหน้า “ผู้จัดการของฉันบอกว่าเป็นวิตามิน เขาเป็นคนของจิ่งเซวิน”
เซียวเฉินกำลังจะถามต่อ ประตูก็ถูกเปิดออก จิ่งเซวินยืนอยู่ด้านนอกพร้อมคนรับใช้ เขากล่าวหาว่าเซียวเฉินลอบเข้าห้องและทำร้ายชิงเวย
ข่าวถูกปล่อยออกไปในทันที ภาพชายขอทานอยู่ในห้องของดาราดังแพร่ไปทั่วอินเทอร์เน็ต จิ่งเซวินใช้เรื่องนี้กดดันพ่อแม่ให้แจ้งตำรวจ
แต่ก่อนตำรวจจะมาถึง ชิงหลันกลับเข้ามาพร้อมผลตรวจเลือดฉบับจริง นางตรวจซ้ำกับโรงพยาบาลอื่น และพบว่ายาในร่างกายของชิงเวยตรงกับคำที่เซียวเฉินบอกทุกอย่าง
“จิ่งเซวิน” นางหันไปมองชายหนุ่ม “ใครเป็นคนสั่งให้ผู้จัดการของชิงเวยเพิ่มยา”
จิ่งเซวินหน้าซีด “พี่กำลังสงสัยผมเพราะคำพูดของคนแปลกหน้าอย่างนั้นหรือ”
“เขาไม่ใช่คนแปลกหน้า” ชิงเยว่พูดขึ้นเป็นครั้งแรก นางถอดรองเท้าและวางขาลงบนพื้นโดยไม่ใช้ไม้เท้า แม้จะเจ็บจนหน้าซีด “เซียวเฉินช่วยคลายเส้นเอ็นที่ถูกกดทับให้ฉันแล้ว ฉันเริ่มรู้สึกที่เท้ามากขึ้น”
ชิงหลันมองเขา “เธอรักษาน้องรองด้วย?”
“เพียงชั่วคราว แต่พี่ต้องผ่าตัดแก้เส้นเอ็นภายในสามเดือน ไม่อย่างนั้นจะเดินไม่ได้”
ชิงเยว่กำหมัด “เธอรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร”
“เพราะผมเป็นหมอ”
ความเงียบปกคลุมห้อง จิ่งเซวินถอยหลังไปหนึ่งก้าว
ในเวลานั้นเอง โทรศัพท์ของเขาดังขึ้น หน้าจอแสดงข้อความจากผู้ติดต่อชื่อ ‘เหยี่ยวดำ’ ชิงหลันเห็นข้อความก่อนที่เขาจะกดลบ
“เอกสารพร้อมแล้ว พรุ่งนี้หลังพิธีเข้าตลาดหุ้น ให้จัดการพ่อแม่และพี่น้องตามแผน”
ชิงหลันคว้าโทรศัพท์มาอ่านซ้ำ นางไม่อยากเชื่อว่าคนที่เติบโตมาด้วยกันจะคิดทำร้ายครอบครัว
จิ่งเซวินพยายามแย่งโทรศัพท์ “เป็นเรื่องเข้าใจผิด”
เซียวเฉินก้าวเข้าขวาง เขาไม่ลงมือรุนแรง เพียงจับข้อมือของอีกฝ่ายไว้ แต่แรงกดที่ถูกจุดทำให้จิ่งเซวินคุกเข่าลงโดยไม่รู้ตัว
“คนที่ส่งนายมาคือใคร”
“ปล่อยฉัน!”
“ถ้านายไม่ตอบ วันนี้ทุกคนอาจไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้น”
จิ่งเซวินกัดฟัน เขาไม่ใช่คนกล้า เพียงแต่กลัวว่าหากพูดออกมา ครอบครัวแท้จริงของเขาจะถูกฆ่าเหมือนที่เคยขู่ไว้ เขาจึงเลือกทรยศตระกูลหลินเพื่อแลกกับเงินและตำแหน่ง
แต่เซียวเฉินสังเกตเห็นรอยแผลเป็นรูปวงแหวนที่ข้อมือเขา รอยเดียวกับสมาชิกกลุ่มเหยี่ยวดำ
“นายไม่ได้เป็นเพียงคนรับคำสั่ง นายเคยอยู่ในรถคืนนั้นใช่ไหม”
จิ่งเซวินตัวแข็ง
ยี่สิบปีก่อน ตอนเซียวเฉินหายตัวไป มีรถอีกคันขับตามขบวนของตระกูลหลิน คนขับรถคันนั้นเป็นชายของเหยี่ยวดำที่ต้องการลักพาตัวเด็กชายเพื่อใช้ต่อรองกับพ่อของเขา จิ่งเซวินเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกนำมาแทนที่หลังเซียวเฉินหายไป เขาไม่ได้วางแผนทั้งหมดตั้งแต่แรก แต่เมื่อเติบโตขึ้น เขาก็หลงใหลอำนาจและยอมทำทุกอย่างเพื่อรักษาตำแหน่ง
หลักฐานไม่ได้มีเพียงข้อความในโทรศัพท์ เซียวเฉินยังมอบโทรศัพท์เครื่องที่ยึดจากคนร้ายในห้องให้ชิงหลัน และพบไฟล์บันทึกการโอนเงินจากบัญชีของจิ่งเซวินไปยังบริษัทบังหน้า รวมถึงภาพจากกล้องวงจรปิดในคืนอุบัติเหตุเมื่อยี่สิบปีก่อน
ในภาพนั้น รถของเหยี่ยวดำขับไล่รถตระกูลหลินจนตกเขา และเด็กชายเซียวเฉินถูกคนร้ายพาตัวไป ก่อนจะหลบหนีออกมาได้ในเวลาต่อมา
หลินจื้อเหวินเห็นภาพแล้วทรุดนั่ง เขาเพิ่งเข้าใจว่าทำไมคนขับรถในคืนนั้นจึงเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว และเหตุใดจิ่งเซวินจึงรู้รายละเอียดบางอย่างที่ไม่มีใครเคยบอก
“ลูก…” เขาเดินเข้าหาเซียวเฉิน แต่ชายหนุ่มถอยออกไป
คำเรียกนั้นมาช้าเกินไปถึงยี่สิบปี
วันรุ่งขึ้น พิธีเข้าตลาดหุ้นยังถูกจัดขึ้นตามกำหนด เพราะการยกเลิกกะทันหันจะทำให้บริษัทถูกโจมตีหนักกว่าเดิม จิ่งเซวินถูกควบคุมตัวไว้ในบ้าน ขณะที่หลักฐานถูกส่งให้ทนายและตำรวจอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม เหยี่ยวดำไม่ยอมปล่อยให้เรื่องจบง่าย ๆ ก่อนเริ่มพิธี คนร้ายบุกเข้าไปในอาคารบริษัทและตัดระบบรักษาความปลอดภัย พวกมันต้องการขโมยเอกสารการเงินที่พิสูจน์การฟอกเงินของบริษัทคู่แข่ง และจับหลินจื้อเหวินเป็นตัวประกัน
เซียวเฉินใช้ทางเดินใต้ดินเข้าไปช่วย เขาไม่ได้ชนะด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ความรู้เรื่องจุดกดและโครงสร้างอาคารพาคนในครอบครัวหลบออกทีละคน ชิงเยว่ช่วยรักษาคนบาดเจ็บ ชิงหลันเปิดระบบสำรองเพื่อส่งเอกสารออกไปยังตลาดหลักทรัพย์ ส่วนชิงเวยซึ่งยังอ่อนแรงใช้การถ่ายทอดสดจากโทรศัพท์เปิดโปงการบุกโจมตีต่อหน้าสาธารณชน
จิ่งเซวินมีโอกาสหลบหนี แต่เมื่อเห็นชายคนหนึ่งกำลังเล็งปืนไปที่แม่ของเซียวเฉิน เขากลับพุ่งเข้าไปรับกระสุนแทน นั่นไม่อาจลบความผิดทั้งหมดของเขาได้ แต่เป็นครั้งแรกที่เขาเลือกปกป้องครอบครัวแทนการปกป้องตำแหน่ง
เซียวเฉินช่วยหยุดเลือดให้เขา ก่อนตำรวจเข้าควบคุมตัวคนร้ายทั้งหมด
หลังเหตุการณ์สงบ การเข้าตลาดหุ้นถูกเลื่อนออกไปหลายเดือน บริษัทต้องผ่านการตรวจสอบบัญชีและเปลี่ยนคณะกรรมการบริหาร เงินที่ถูกยักยอกถูกเรียกคืนได้เพียงบางส่วน หลินจื้อเหวินยอมรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นและลาออกจากตำแหน่ง ส่วนชิงหลันเข้ารับตำแหน่งรักษาการประธาน โดยประกาศว่าจะไม่ปกปิดอดีตของครอบครัวอีก
จิ่งเซวินถูกดำเนินคดีในข้อหาสมคบกับกลุ่มอาชญากรรมและยักยอกทรัพย์ เขาสารภาพบางส่วนและให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหยี่ยวดำเพื่อแลกกับการลดโทษ เขาไม่ได้กลับมาเป็นคุณชายของบ้านอีก แต่หลินจื้อเหวินยังส่งทนายไปดูแลค่ารักษา เพราะแม้ความรักจะไม่อาจคืนสิ่งที่เสียไปได้ทั้งหมด แต่มนุษย์คนหนึ่งก็ไม่ควรถูกทอดทิ้งเพียงเพราะเคยทำผิด
ชิงเยว่เข้ารับการผ่าตัดและกลับมาเดินได้อีกครั้ง แม้ต้องทำกายภาพเป็นเวลานาน ชิงเวยหยุดงานหลายเดือนเพื่อรักษาปอด ก่อนกลับขึ้นเวทีในวันที่อาการดีขึ้น นางไม่ใช้ยาที่ผู้จัดการเก่าให้ และเปลี่ยนทีมงานทั้งหมด
ส่วนชิงหลันเป็นคนที่ใช้เวลานานที่สุดในการขอโทษน้องชาย นางไม่ได้ขอให้เซียวเฉินกลับมาเป็นทายาทหรือเข้าบริหารบริษัท เพียงวางกุญแจบ้านลงตรงหน้าเขาแล้วพูดว่า
“ถ้าเธอไม่อยากอยู่ที่นี่ เราจะไม่บังคับ แต่ถ้าวันไหนอยากกลับมา บ้านหลังนี้จะไม่มีใครไล่เธอออกอีก”
เซียวเฉินมองกุญแจอยู่นาน
“ผมไม่ได้กลับมาเพราะอยากได้บริษัท”
“ฉันรู้”
“ผมกลับมาเพราะอยากรู้ว่า พวกพี่จะจำผมได้ไหม”
ชิงหลันก้มหน้า น้ำตาหยดลงบนมือ “พี่จำได้ช้าเกินไป”
เซียวเฉินไม่ได้ให้อภัยทันที เขายังกลับไปอยู่บนเขาชิงเฉิงกับหลัวเย่าชิงอีกระยะหนึ่ง และเปิดคลินิกเล็ก ๆ ที่รักษาคนยากจนโดยไม่คิดเงิน เขาไปเยี่ยมครอบครัวเดือนละครั้ง ไม่ใช่ในฐานะทายาท แต่ในฐานะน้องชายที่กำลังเรียนรู้ว่าจะอยู่กับบาดแผลเก่าอย่างไร
ชิงหลันเริ่มนำกำไรส่วนหนึ่งของบริษัทไปตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ป่วยที่ไม่มีเงินรักษา ชิงเยว่เป็นผู้ดูแลการแพทย์ ชิงเวยใช้ชื่อเสียงรณรงค์เรื่องยาปลอมและการหลอกลวงผู้ป่วย สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ยี่สิบปีที่หายไปกลับคืนมา แต่ทำให้ความทรงจำของเซียวเฉินไม่ต้องจบลงด้วยการถูกไล่ออกจากบ้าน
หลายเดือนต่อมา เขากลับไปยังคฤหาสน์ตระกูลหลินในวันที่ฝนตกเบา ๆ รองเท้าคู่ใหม่ที่ชิงหลันเตรียมไว้ให้ยังวางอยู่หน้าประตู นางเคยเสนอจะซื้อรองเท้าราคาแพง แต่เซียวเฉินเลือกคู่ธรรมดาที่เหมาะกับการเดินขึ้นเขา
เมื่อเขาก้าวเข้าบ้าน ชิงเวยรีบวิ่งมาหา แต่หยุดอยู่ห่าง ๆ เพราะไม่แน่ใจว่าควรกอดเขาหรือไม่ เซียวเฉินจึงเป็นฝ่ายกางแขนออกก่อน ชิงเวยร้องไห้และกอดเขาแน่น ชิงเยว่ยืนยิ้มอยู่ข้าง ๆ ส่วนชิงหลันยกอ่างน้ำใบหนึ่งเข้ามา
“ทำอะไรครับ” เซียวเฉินถาม
“วันแรกที่เธอกลับมา พวกเราไม่ได้ล้างเท้าให้เธออย่างที่ควรทำ” ชิงหลันตอบ “วันนี้ให้พี่ชดใช้ได้ไหม”
เซียวเฉินหัวเราะเบา ๆ แล้วนั่งลง เขายื่นเท้าให้พี่สาวทั้งสามล้างอย่างตั้งใจ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่การทดสอบจิตใจ ไม่ใช่พิธีรับทายาท และไม่ใช่การลงโทษคนสกปรก
มันเป็นเพียงครอบครัวที่พยายามดูแลเด็กชายคนหนึ่ง ซึ่งต้องเดินเท้าเปล่ามาไกลถึงยี่สิบปี
บนภูเขาชิงเฉิง หลัวเย่าชิงได้รับจดหมายฉบับแรกจากศิษย์ เขาเปิดอ่านแล้วพบข้อความสั้น ๆ ว่า “อาจารย์ครับ ผมยังไม่เก่งเรื่องการให้อภัย แต่ผมคิดว่าผมกำลังเรียนรู้มันอยู่”
ชายชราหัวเราะและวางจดหมายไว้ข้างเข็มเงินเล่มเก่า เขารู้ว่าเซียวเฉินไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะเป็นทายาทของตระกูลหลินหรือหมอผู้ช่วยคนยากจน เพราะเด็กชายที่เขาเคยเก็บได้บนภูเขาเติบโตขึ้นเป็นคนที่ช่วยชีวิตผู้อื่นได้โดยไม่ต้องมีใครเรียกชื่อ
และทุกครั้งที่เซียวเฉินกลับบ้าน เขาจะถอดรองเท้าไว้หน้าประตูด้วยตัวเอง เพื่อเตือนใจว่า ไม่ว่าเขาจะเดินทางไปไกลแค่ไหน อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต เขาก็มีบ้านที่ไม่ต้องพิสูจน์สิทธิ์ในการยืนอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว