สองพี่น้องพบไหวิเศษที่ให้เมล็ดข้าวไม่รู้จบ แต่กลับถูกเจ้าเมืองยึดและใส่ร้ายจนความลับของตระกูลเปิดเผย

“หยุดเดี๋ยวนี้!” ฉันตะโกนพลางกอดไหดินเผาไว้แน่น ขณะที่ทหารห้าคนบุกเข้ามาในบ้านและยื่นมือจะลากมันออกไปต่อหน้าชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน

ไหใบนี้เพิ่งช่วยคนทั้งตำบลไม่ให้ต้องขายลูกหรืออดตาย แล้วเหตุใดเจ้าหน้าที่จึงประกาศว่ามันเป็นสมบัติของตระกูลซุน และกล่าวหาว่าพวกเราเป็นโจรขโมยของหลวงกันแน่?

พี่ชายของฉัน จาเหวิน ยืนขวางหน้าประตูด้วยมือเปล่า ส่วนฉัน จาเยว่ กำด้ามทัพพีจนข้อนิ้วซีด พวกเราสองคนรู้ดีว่าคนที่มาสั่งยึดไหไม่ใช่เพียงทหารธรรมดา เบื้องหลังพวกเขาคือซุนว่านฟู่ เจ้าเมืองผู้กักตุนข้าวและขึ้นราคาอาหารจนคนยากจนไม่มีแม้แต่ข้าวต้มให้ลูกกิน

“ส่งไหมาให้ข้า” หัวหน้าทหารพูด “นี่เป็นทรัพย์สินของตระกูลซุน ใครขัดขืนจะถูกมัดไปสอบสวน”

“ตระกูลของท่านเคยมีไหใบนี้ตั้งแต่เมื่อไร?” ฉันถาม “มันอยู่หน้าบ้านเรามาสิบสองปีแล้ว ตั้งแต่วันที่พ่อยังมีชีวิตอยู่”

“คำพูดของเด็กสาวไม่มีน้ำหนัก” ชายคนนั้นแค่นหัวเราะ “ซุนว่านฟู่แจ้งว่าของชิ้นนี้ถูกขโมยจากคลังตระกูลเมื่อหลายวันก่อน มีหลักฐานเป็นพยานและตราประจำตระกูลครบถ้วน”

จาเหวินหันมามองฉัน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวล แต่เขายังไม่ถอย

“น้อง อย่าให้พวกมันเอาไป”

ฉันเองก็ไม่คิดจะยอม ทว่าเสียงร้องไห้ของหญิงชราที่อยู่หลังประตูทำให้ฉันชะงัก นางคือป้าหลิว หญิงม่ายที่เมื่อวานเพิ่งรับข้าวสองลิตรจากเราไปต้มให้ลูกสะใภ้ที่เพิ่งคลอด หากเกิดการต่อสู้ขึ้น คนทั้งหมู่บ้านอาจถูกลากเข้าคุกไปด้วย

ฉันจึงค่อย ๆ วางมือบนฝาไห แต่ยังไม่เปิดทางให้พวกเขา

“ถ้าจะยึด ก็เอาเอกสารมาอ่านต่อหน้าทุกคน” ฉันพูด “อย่าหยิบของของชาวบ้านไปด้วยคำพูดลอย ๆ”

หัวหน้าทหารยกมือจะตบฉัน ทว่าจาเหวินก้าวเข้ามารับฝ่ามือนั้นแทน เสียงกระแทกดังไปทั่วลานบ้าน ชาวบ้านหลายคนร้องออกมา แต่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เพราะต่างรู้ว่าซุนว่านฟู่มีอำนาจเพียงใด

สามวันก่อน บ้านของเรายังมีเพียงแม่ไก่ตัวเดียวกับข้าวสารไม่ถึงครึ่งถัง เราไม่เคยคิดว่าชีวิตจะเปลี่ยนเพราะไหเก่า ๆ ใบหนึ่ง

หลังจากพ่อเสียไปเมื่อสิบสองปีก่อน แม่ก็จากไปไม่นานนัก เหลือเพียงฉันกับพี่ชายอาศัยอยู่ในบ้านดินหลังเล็ก จาเหวินรับจ้างขนฟืนและซ่อมแห ส่วนฉันปลูกผัก ทำแป้ง และรับจ้างเย็บเสื้อผ้า แม้พวกเราจะขยันแค่ไหน เงินที่ได้ก็ไม่พอซื้อข้าว เพราะทุกปีซุนว่านฟู่จะกว้านซื้อข้าวจากชาวนาในราคาถูก แล้วปิดคลังรอขายในราคาที่สูงขึ้น

วันหนึ่ง ขณะที่ฉันกำลังตักน้ำให้แม่ไก่ ลูกไก่ตัวเล็ก ๆ กลับกระโดดหายลงไปในไหเก่าที่วางอยู่ใต้ชายคา ฉันตกใจจึงยกฝาขึ้นดู แต่ข้างในมีเพียงเมล็ดสีดำเม็ดหนึ่ง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไหว่างเปล่า

“คงมีใครเอาเมล็ดถั่วมาใส่เล่น” จาเหวินพูดเมื่อกลับถึงบ้าน

เขาหยิบเมล็ดนั้นใส่ลงในฝ่ามือ แล้วหัวเราะอย่างเหนื่อยล้า “ถ้าเมล็ดนี้กลายเป็นทองก็คงดี”

ฉันไม่รู้ว่าเขาพูดเล่นหรือไม่ แต่คืนนั้นฉันนำเมล็ดกลับใส่ไหแล้วปิดฝาไว้

เช้าวันต่อมา เสียงไก่ร้องปลุกฉันเร็วกว่าปกติ เมื่อเปิดประตูออกมา ฉันเห็นลูกไก่เต็มลานบ้าน ทั้งที่เรามีแม่ไก่เพียงตัวเดียว พวกมันกระโดดออกมาจากไหทีละตัวไม่หยุด จาเหวินวิ่งออกมาดูและยืนอ้าปากค้าง

“พวกนี้มาจากไหน?”

ฉันเอื้อมมือเปิดฝาไห ข้างในไม่มีลูกไก่ แต่มีเมล็ดสีดำจำนวนหนึ่งนอนอยู่ก้นไห

จาเหวินลองใส่เมล็ดข้าวลงไปหนึ่งกำมือ จากนั้นปิดฝาแล้วรอเพียงครู่เดียว เมื่อเปิดอีกครั้ง เมล็ดข้าวกลับเพิ่มขึ้นจนล้นออกมา เขาทดลองซ้ำด้วยข้าวฟ่าง ถั่ว และเมล็ดผัก ผลลัพธ์เหมือนเดิม ไหใบนี้สามารถทำให้เมล็ดพันธุ์เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ต้องใส่เมล็ดที่ยังสมบูรณ์ลงไปก่อน และต้องไม่ใส่สิ่งของอื่นปะปน

เราสองคนมองหน้ากันอยู่นาน ก่อนจาเหวินจะพูดเบา ๆ

“อย่าเอาไปขายแพง เราแค่มีโอกาสไม่อดตายก็พอแล้ว”

วันนั้นเอง เราเริ่มแจกข้าวให้คนในหมู่บ้านในราคาถูก ข้าวหนึ่งถังที่ตลาดขายสิบอีแปะ เราขายเพียงสามอีแปะ ป้าหลิวขอข้าวสองลิตรไปต้มให้ลูกสะใภ้ เราไม่คิดเงินเพิ่มแม้แต่น้อย

“พวกเจ้าจะขาดทุน” จาเหวินเตือนในคืนแรก

“ขาดทุนเงินยังดีกว่าขาดทุนความเป็นคน” ฉันตอบ “ถ้าทุกบ้านต้องขายลูกเพราะไม่มีข้าวกิน เราจะมีเงินไปทำอะไร?”

ข่าวแพร่ไปทั่วตำบลอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านทยอยมาที่บ้านของเรา บางคนซื้อข้าวไปทำอาหาร บางคนขอเมล็ดพันธุ์ไปเพาะปลูก เราไม่เคยบอกเรื่องไหวิเศษแก่ใคร และใช้เพียงเท่าที่จำเป็น เพื่อไม่ให้ความลับรั่วไหล

แต่ความลับที่ช่วยคนจำนวนมากย่อมปิดได้ไม่นาน

ซุนว่านฟู่รู้ว่าข้าวในตลาดเริ่มขายไม่ออก เขาจึงส่งคนมาสืบว่าพวกเรานำข้าวมาจากไหน คนของเขาพบว่าจาเหวินตื่นก่อนฟ้าสางทุกวันและเดินทางกลับจากบ้านพร้อมกระสอบข้าวหลายใบ ทั้งที่ไม่มีไร่นาเป็นของตนเอง

คืนหนึ่ง ขณะที่ฉันกำลังตักข้าวออกจากไห ฉันเห็นเงาคนเคลื่อนไหวอยู่นอกกำแพง จาเหวินคว้าตะเกียงแล้ววิ่งออกไป แต่คนพวกนั้นหนีไปก่อน ทิ้งเพียงรอยรองเท้าและเศษผ้าสีน้ำเงินไว้

“พวกเขารู้แล้ว” เขาพูด

ฉันรีบห่อไหด้วยผ้าเก่าและนำไปซ่อนไว้ใต้พื้นห้องเก็บฟืน แต่เช้าวันรุ่งขึ้น ทหารก็มาถึงบ้านพร้อมคำสั่งยึดที่อ้างว่าซุนว่านฟู่เป็นเจ้าของสมบัติ

หัวหน้าทหารดึงเอกสารออกมาแผ่นหนึ่ง บนกระดาษมีตราประจำตระกูลซุนและลายมือที่ระบุว่าไหวิเศษถูกขโมยจากคลังเมื่อเจ็ดวันก่อน

“ตราประทับนี้ปลอม” ฉันพูดทันที

ชายคนนั้นหัวเราะ “เจ้าเป็นแค่หญิงชาวบ้าน จะรู้ได้อย่างไร?”

ฉันชี้ไปยังตราสีแดง “ตราของตระกูลซุนมีขอบสองชั้น พ่อเคยทำงานคัดลอกบัญชีให้คหบดีในเมือง เขาสอนฉันอ่านตราประทับทุกชนิด ตรานี้มีขอบชั้นเดียว และหมึกยังใหม่กว่ากระดาษด้วย”

หัวหน้าทหารชะงักเพียงชั่วขณะ ก่อนตวาดให้ลูกน้องค้นบ้าน พวกเขารื้อฟืน กระแทกหีบเสื้อผ้า และโยนชามข้าวของแม่ลงพื้น ในที่สุดทหารคนหนึ่งก็พบไหใต้แผ่นไม้ที่ถูกยกขึ้นใหม่

นั่นเป็นความผิดพลาดของฉันเอง ฉันรีบซ่อนไหเกินไปจนดินรอบแผ่นไม้ยังไม่แห้ง

ขณะที่พวกเขาจะยกไหออกไป ชายชราคนหนึ่งจากท้ายหมู่บ้านเดินฝ่าฝูงชนเข้ามา เขาคือเฒ่าหลี่ ผู้เคยเป็นเสมียนในคลังข้าวของตระกูลซุน

“อย่าเอาไป” เขาพูดเสียงสั่น “ไหใบนี้ไม่เคยอยู่ในคลังของซุนว่านฟู่”

หัวหน้าทหารหันไปมอง “เจ้ากล้าขัดคำสั่งหรือ?”

เฒ่าหลี่กลืนน้ำลาย “ข้าเคยทำบัญชีคลังมาสิบแปดปี ถ้าไหใบนั้นมีอยู่จริง ย่อมต้องมีบันทึกการรับเข้า แต่บัญชีทั้งหมดถูกแก้ไขเมื่อเดือนก่อน”

คำพูดของเขาทำให้ชาวบ้านเริ่มซุบซิบ ทว่าไม่นาน ชายสองคนในชุดพ่อค้าก็เข้ามาลากเฒ่าหลี่ออกไป พวกเขาอ้างว่าเป็นคนของทางการ แต่ฉันจำได้ว่าเศษผ้าสีน้ำเงินที่ตกอยู่นอกกำแพงเป็นผ้าชนิดเดียวกับผ้าคาดเอวของพวกเขา

พวกนั้นไม่ใช่แค่สายสืบ พวกเขาคือคนที่เฝ้าตามเรา

จาเหวินถูกทหารมัดมือ ส่วนฉันถูกผลักจนล้มกระแทกพื้น ทันใดนั้นเสียงแตรจากถนนก็ดังขึ้น ขบวนเจ้าหน้าที่จากอำเภอมาถึงพอดี ผู้ช่วยนายอำเภอชื่อหลัวเฉิงลงจากรถม้าและอ่านคำร้องเรียนต่อหน้าทุกคน

ซุนว่านฟู่ถูกกล่าวหาว่ากักตุนข้าว ขูดรีดชาวบ้าน บังคับให้ครอบครัวยากจนขายที่ดินและบุตรหลาน รวมถึงใช้อำนาจยึดทรัพย์สินของประชาชนกลางวันแสก ๆ

ตอนแรกฉันคิดว่าความยุติธรรมกำลังมาถึง แต่สีหน้าของหลัวเฉิงไม่ได้บอกเช่นนั้น เขาหันมาถามฉันถึงที่มาของไห แล้วขอให้ฉันนำหลักฐานไปแสดงที่ศาลอำเภอ

“ข้าจะคุ้มครองพวกเจ้าได้เพียงชั่วคราว” เขากระซิบ “ถ้าไม่มีหลักฐานว่าซุนว่านฟู่โกหก ไหก็อาจตกเป็นของเขาอยู่ดี”

ฉันจึงตัดสินใจทำสิ่งที่เสี่ยงที่สุด นั่นคือเปิดไหต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน

ฉันใส่เมล็ดข้าวลงไปหนึ่งกำมือ ปิดฝา และรอเพียงครู่เดียว เมื่อเปิดออก เมล็ดข้าวก็ไหลทะลักจนเต็มพื้น เสียงร้องตกใจดังขึ้นรอบบ้าน หลัวเฉิงมองดูอย่างเคร่งขรึม ส่วนหัวหน้าทหารรีบขยับเข้าหาไห

“นี่คือหลักฐานว่ามันเป็นสมบัติวิเศษของตระกูลซุน!” เขาประกาศ

“ไม่ใช่” ฉันตอบ “มันเป็นหลักฐานว่าซุนว่านฟู่ต้องการครอบครองสิ่งที่เขาไม่เคยสร้าง และใช้ความอดอยากบังคับคนทั้งตำบลให้ยอมจำนน”

หลัวเฉิงสั่งให้ทหารปิดลานบ้านและห้ามใครแตะต้องไห แต่ก่อนที่เขาจะตรวจสอบต่อ เสียงผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากฝูงชน

“ข้ามีหลักฐาน”

นางคือหญิงชราที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าซอมซ่อ ฉันจำได้ว่านางเคยมาซื้อข้าวหลายครั้งและมักก้มหน้าไม่พูดกับใคร นางเดินเข้ามาพร้อมห่อผ้าสีแดง ภายในมีสมุดบัญชีเล่มเล็กกับกุญแจเหล็ก

“ข้าชื่อหานจู เป็นภรรยาของเสมียนใหญ่ตระกูลซุน” นางพูด “สามเดือนก่อน สามีข้าถูกกล่าวหาว่าทำบัญชีผิดและหายตัวไป หลังจากนั้นข้าพบสมุดเล่มนี้ซ่อนอยู่ใต้พื้นห้อง เขาเขียนไว้ก่อนหายว่าเจ้าเมืองสั่งให้แก้ตัวเลขในคลัง และให้ขนข้าวไปเก็บที่โกดังลับนอกเมือง”

นางเปิดสมุดให้ดูทีละหน้า มีวันที่ จำนวนกระสอบ และตราของซุนว่านฟู่ ทุกอย่างสอดคล้องกับคำให้การของเฒ่าหลี่

แต่สิ่งที่ทำให้ฉันใจหายคือหน้าสุดท้ายของสมุด มีบันทึกเรื่องไหดินเผาอยู่ด้วย

“ไหนี้ไม่ได้มาจากตระกูลซุน” หานจูอ่าน “เมื่อสิบสองปีก่อน ชายชราคนหนึ่งนำไหมาฝากไว้กับบ้านของจาเหวินในคืนที่เกิดน้ำท่วม เขาบอกว่าเป็นของบรรพบุรุษซึ่งเคยใช้ช่วยชาวบ้านยามข้าวยาก และห้ามผู้มีอำนาจนำไปใช้กักตุนอาหาร”

ฉันนิ่งงัน พ่อไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้เราฟัง เขาเพียงบอกว่าไหเป็นของเก่าที่เก็บไว้ อย่าให้ใครทำแตก

“ชายชราคนนั้นคือใคร?” ฉันถาม

หานจูมองฉันอย่างลังเล “ชื่อของเขาคือจาเหอ เขาเป็นบิดาของเจ้า”

พี่ชายของฉันหน้าซีด พ่อไม่ได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุอย่างที่เราเคยเข้าใจ แต่เคยเป็นคนส่งสารให้ชาวนาในหลายหมู่บ้าน เมื่อซุนว่านฟู่เริ่มกักตุนข้าว พ่อรวบรวมหลักฐานและพยายามส่งเรื่องไปยังอำเภอ ทว่าในคืนหนึ่ง เขาถูกคนของเจ้าเมืองทำร้ายและกลับบ้านพร้อมบาดแผล พ่อคงรู้ว่าตนเองอาจไม่รอด จึงฝากไหไว้ให้ลูก ๆ โดยหวังว่าสักวันมันจะถูกใช้เพื่อช่วยคน ไม่ใช่เพื่อสร้างความร่ำรวยให้ครอบครัว

“ทำไมท่านถึงไม่บอกเรา?” จาเหวินถามทั้งที่น้ำตาคลอ

เฒ่าหลี่ตอบแทนจากด้านหลังฝูงชน “เพราะพ่อของเจ้าไม่อยากให้ลูกต้องเข้าไปพัวพันกับอำนาจ เขาให้ข้าสัญญาว่าจะดูแลพวกเจ้า แต่หลังจากซุนว่านฟู่รู้ว่ามีหลักฐาน ข้าก็ถูกเฝ้าติดตามจนไม่กล้าพูด”

ในเวลานั้นเอง ทหารอีกชุดหนึ่งควบม้ามาจากเมือง พวกเขานำคำสั่งใหม่จากซุนว่านฟู่ ระบุว่าหลัวเฉิงไม่มีอำนาจสอบสวนทรัพย์สินของตระกูลซุน และให้จับทุกคนที่เผยแพร่ข่าวเท็จ

หลัวเฉิงอ่านคำสั่งแล้วเงียบไปนาน เขามีสิทธิ์เลือกว่าจะรักษาตำแหน่งหรือรักษาความจริง แต่ถ้าเขาลงมือโดยไม่มีหลักฐานมากพอ เขาอาจถูกกล่าวหาว่ากบฏเช่นกัน

ฉันมองไหที่อยู่กลางลาน แล้วนึกถึงคำพูดของพ่อที่แทบจำไม่ได้ “สิ่งที่ช่วยคนได้ ต้องไม่ถูกเก็บไว้เพื่อคนคนเดียว”

ฉันจึงหยิบทัพพีขึ้นมาตักเมล็ดข้าวออกจากไห แจกให้คนที่อยู่ใกล้ที่สุด

“ทุกคนตักไปคนละถุง” ฉันประกาศ “อย่านำไปขายต่อ เก็บไว้กินและแบ่งให้บ้านที่ไม่มีแรงมาซื้อ”

ชาวบ้านลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนป้าหลิวจะเป็นคนแรกที่ก้าวเข้ามา นางตักข้าวใส่ถุงแล้วหันไปตะโกนเรียกคนอื่น

จากหนึ่งคนกลายเป็นสิบคน จากสิบกลายเป็นทั้งลาน ทหารพยายามห้าม แต่ไม่มีใครยอมถอยอีกต่อไป ผู้คนซึ่งเคยก้มหน้ารับคำสั่งเริ่มยืนเคียงข้างกัน พวกเขาไม่ได้ถืออาวุธ มีเพียงถุงข้าวในมือและหลักฐานที่ซ่อนอยู่ในบ้านของแต่ละคน

ชายชราคนหนึ่งนำใบเสร็จราคาข้าวมา หญิงสาวนำสัญญาขายที่ดินของครอบครัวมา หญิงอีกคนเล่าว่าพี่ชายของนางถูกบังคับให้ไปทำงานใช้หนี้ในโกดังของซุนว่านฟู่ ทุกเรื่องเชื่อมโยงกันเป็นภาพเดียว—เจ้าเมืองไม่ได้เพียงขึ้นราคา เขาสร้างความอดอยากขึ้นเองเพื่อซื้อที่ดินและแรงงานจากคนที่ไม่มีทางเลือก

หลัวเฉิงเห็นว่าทหารของเขาเริ่มลังเล จึงประกาศให้ทุกคนเก็บหลักฐานไว้และเดินทางไปอำเภอในเช้าวันรุ่งขึ้น

ซุนว่านฟู่ไม่ยอมรอ

คืนนั้น บ้านของเราถูกไฟเผา ฉันตื่นเพราะควันและเห็นเปลวไฟลามจากห้องเก็บฟืนไปยังหลังคา จาเหวินคว้าไหออกมาก่อน ส่วนฉันวิ่งกลับเข้าไปช่วยเฒ่าหลี่ที่ล้มอยู่ข้างประตู เขาถูกคนร้ายตีที่ขาและไม่อาจเดินได้

เราสามคนหนีออกมาทางช่องกำแพงด้านหลัง โดยมีชาวบ้านช่วยกันส่งน้ำและลากถังข้าวออกจากบ้าน แม้บ้านจะเกือบพังทั้งหลัง แต่ไหยังอยู่ครบ เพียงมีรอยร้าวเล็ก ๆ ตรงขอบ

“พวกมันต้องการให้เรากลัว” จาเหวินพูด

“ถ้าเราซ่อนตัว พวกมันก็จะเผาบ้านคนอื่นต่อ” ฉันตอบ

เช้าวันต่อมา ขบวนชาวบ้านเดินทางไปอำเภอพร้อมหลักฐานทั้งหมด หลัวเฉิงนำหน้าขบวน ส่วนฉันกับจาเหวินหาบไหขึ้นรถลาก หานจูถือสมุดบัญชี เฒ่าหลี่นั่งอยู่ข้าง ๆ และป้าหลิวพาลูกสะใภ้ที่เพิ่งคลอดมาด้วย

ระหว่างทาง เราถูกทหารของซุนว่านฟู่ขวางไว้ พวกเขาอ้างว่าขบวนนี้เป็นการก่อความไม่สงบ แต่คราวนี้ชาวบ้านไม่ได้แยกย้าย พวกเขานำถุงข้าวที่ได้รับจากเราออกมาเทลงบนถนนจนเป็นทางสีขาว

“ถ้าจะจับ ก็จับพวกเราทั้งหมด” ป้าหลิวพูด “แต่ก่อนจับ บอกลูกสะใภ้ข้าด้วยว่าเด็กของนางจะกินอะไรคืนนี้”

ทหารหลายคนก้มหน้า พวกเขาเองก็มีครอบครัวที่ซื้อข้าวราคาแพงไม่ไหว ชายคนหนึ่งลดดาบลง แล้วเปิดทางให้ขบวนผ่าน

เมื่อถึงอำเภอ หลัวเฉิงส่งหลักฐานให้ผู้ตรวจการจากเมืองหลวงที่เพิ่งมาถึงเพราะมีผู้ร้องเรียนจำนวนมาก ผู้ตรวจการไม่เชื่อคำพูดของเราในทันที เขาตรวจสอบตราประทับในบัญชี เรียกเสมียนคลังมาสอบ และส่งคนไปค้นโกดังลับตามแผนที่ที่หานจูนำมา

ในโกดังนั้นพบข้าวหลายพันกระสอบ ทั้งที่ประกาศต่อชาวบ้านว่าคลังว่างเปล่า นอกจากนี้ยังพบสัญญาซื้อที่ดินจำนวนมาก บางฉบับมีลายนิ้วมือของชาวบ้านที่ไม่รู้หนังสือ และบางฉบับถูกลงวันที่ในวันที่เจ้าของที่ดินเสียชีวิตไปแล้ว

ซุนว่านฟู่ถูกเรียกตัวไปสอบสวน เขายังพยายามอ้างว่าไหเป็นทรัพย์สินของตระกูลและกล่าวหาฉันว่าปลุกระดมผู้คน แต่เมื่อผู้ตรวจการถามว่าเหตุใดบัญชีของเขาจึงมีรายการซื้อไหเมื่อสิบสองปีก่อน ทั้งที่ในเวลานั้นไหอยู่บ้านเราแล้ว เขาก็ตอบไม่ได้

หลักฐานจากสมุดของหานจูทำให้เห็นว่า ซุนว่านฟู่รู้เรื่องไหมานานแล้ว เขาเคยส่งคนไปค้นบ้านของพ่อ แต่หาไม่พบ เพราะพ่อซ่อนมันไว้ใต้พื้นดินและไม่เคยบอกชื่อของมันในบัญชี เขาจึงรอจนเราใช้ไหเปิดเผยตัวเอง แล้วค่อยสร้างเรื่องว่าเป็นของที่ถูกขโมย

ในที่สุดซุนว่านฟู่ถูกปลดจากตำแหน่ง ทรัพย์สินที่ได้มาจากการกักตุนและบังคับซื้อถูกตรวจสอบและนำบางส่วนไปคืนเจ้าของเดิม เขาไม่ได้เสียทุกอย่างในคืนเดียว เพราะการสอบสวนและการคืนทรัพย์ต้องใช้เวลาหลายเดือน แต่ชื่อเสียง อำนาจ และเครือข่ายที่เคยคุ้มครองเขาค่อย ๆ พังลงทีละชั้น

ผู้ช่วยคนสนิทของเขาถูกลงโทษตามหลักฐาน ส่วนทหารที่ทำร้ายชาวบ้านถูกปลดและส่งกลับไปสอบสวน ไม่มีใครได้อภัยเพียงเพราะอ้างว่าทำตามคำสั่ง

หลัวเฉิงได้รับคำสั่งให้จัดระบบคลังข้าวใหม่ เขาเสนอให้ชาวบ้านตั้งคณะกรรมการตรวจสอบราคาและปริมาณข้าว โดยให้จาเหวินเป็นหนึ่งในผู้ดูแล แม้พี่ชายจะไม่อยากรับตำแหน่ง แต่เขาก็ยอมเมื่อคิดว่าถ้าไม่มีคนธรรมดาอยู่ในบัญชี ต่อไปตัวเลขอาจถูกเปลี่ยนอีก

ส่วนฉันไม่ยอมให้ไหกลายเป็นทรัพย์สินของทางการหรือของครอบครัวเราเพียงฝ่ายเดียว เราตกลงกับผู้ตรวจการว่าไหจะอยู่ที่ศาลาเก็บเสบียงของหมู่บ้าน ภายใต้กุญแจสามดอก คนถือกุญแจหนึ่งคนมาจากอำเภอ หนึ่งคนมาจากชาวนา และอีกหนึ่งคนมาจากครอบครัวของเรา การนำเมล็ดพันธุ์ออกมาใช้ต้องมีบันทึกและต้องแจกจ่ายตามความจำเป็น ห้ามขายให้คนใดคนหนึ่งผูกขาด

บางคนถามว่าทำไมฉันไม่ใช้ไหผลิตทองหรือข้าวมากกว่านี้ จะได้ร่ำรวยในเวลาไม่นาน

ฉันเพียงตอบว่า “เพราะความหิวของคนหนึ่งคนอาจแก้ได้ด้วยข้าวถุงเดียว แต่ความโลภของคนหนึ่งคนไม่เคยอิ่มด้วยอะไรทั้งนั้น”

บ้านของเราถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วยแรงของคนทั้งหมู่บ้าน หลังคาใหม่ไม่ได้ใหญ่โต แต่แข็งแรงกว่าเดิม ป้าหลิวเอาผ้าสีแดงผืนหนึ่งมาแขวนไว้ตรงหน้าต่างเพื่อเป็นสิริมงคล หานจูเริ่มทำงานคัดบัญชีในคลัง และเฒ่าหลี่กลายเป็นคนที่เด็ก ๆ ชอบไปนั่งเรียนอ่านตัวเลขด้วย

จาเหวินยังคงตื่นก่อนฟ้าสาง เขาไม่ต้องขนฟืนทั้งวันอีกต่อไป แต่ทุกเช้าเขาจะตรวจประตูศาลาและดูบัญชีเมล็ดพันธุ์ด้วยตนเอง

คืนหนึ่ง ฉันยืนอยู่หน้าไหและเห็นรอยร้าวที่ขอบยังคงอยู่ แม้ช่างจะซ่อมมันแล้ว รอยนั้นไม่อาจหายไปทั้งหมด ฉันกลับชอบมัน เพราะมันเตือนว่าของที่ช่วยผู้คนไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ ขอเพียงไม่ถูกครอบครองโดยคนที่คิดถึงแต่ตัวเอง

ฉันใส่เมล็ดข้าวกำมือหนึ่งลงไป ปิดฝา และได้ยินเสียงเมล็ดใหม่ไหลกระทบก้นไหเบา ๆ

ด้านนอก เด็ก ๆ วิ่งเล่นบนลานที่เคยเต็มไปด้วยเปลวไฟ ชาวบ้านกำลังแบ่งข้าวต้มใส่ชามให้กันโดยไม่ต้องก้มหน้าขออนุญาตใครอีก

ฉันลูบฝาไหแล้วนึกถึงพ่อเป็นครั้งแรกโดยไม่ต้องกลัวหรือเสียใจนัก สิ่งที่เขาฝากไว้ไม่ได้ช่วยให้ครอบครัวเราร่ำรวยที่สุดในแผ่นดิน แต่มันทำให้คนทั้งหมู่บ้านจำได้ว่า ต่อให้ถูกบังคับให้หิวมานานเพียงใด วันหนึ่งพวกเขาก็ยังสามารถยืนขึ้น แบ่งข้าวให้กัน และไม่ยอมให้ใครขโมยสิทธิ์ในการมีชีวิตไปอีก

Leave a Comment