เฉินอันยืนอยู่กลางลานบ้านพร้อมกางเกงตัวหนึ่งที่เปียกน้ำจนหยดลงบนพื้นดิน ขณะที่ฝูงปลาตัวเล็กนับสิบว่ายวนอยู่รอบผ้าเก่าๆ ราวกับถูกกลิ่นบางอย่างเรียกหา เขาไม่รู้เลยว่าเศษผ้าจากบ้านของหญิงม่ายสองพี่น้องจะเปลี่ยนชีวิตของเขา และทำให้คนทั้งหมู่บ้านต้องมองเขาใหม่ในเวลาเพียงไม่กี่วัน
ก่อนหน้านั้นหนึ่งคืน เฉินอันแค่ต้องการตากกางเกงที่ขโมยมาอย่างไม่เต็มใจจากตะกร้าซักผ้าของอันจือ เขาไม่ได้คิดจะขโมยของมีค่า เพียงแต่เสื้อผ้าของเขาขาดจนไม่เหลืออะไรให้เปลี่ยน หลังจากพ่อเสียชีวิตในป่า เขาถูกญาติยึดบ้านและไล่ออกมาอยู่ในกระท่อมร้างท้ายหมู่บ้าน ทรัพย์สินทั้งหมดมีเพียงมีดล่าสัตว์เก่า ธนูที่สายเกือบขาด และเสื้อผ้าสองชุดที่ปะจนแทบจำเนื้อผ้าเดิมไม่ได้
ลมกลางคืนพัดแรงจนกางเกงปลิวตกลงไปในแอ่งน้ำด้านหลังบ้าน เช้าวันรุ่งขึ้น น้ำในแอ่งกลับใสจนมองเห็นก้อนหินก้นบ่อ และปลาตัวเล็กๆ ก็พากันว่ายมารวมกันรอบกางเกงตัวนั้น เฉินอันจึงหยิบกิ่งไม้เขี่ยผ้าขึ้นมา ก่อนจะพบปลาสามตัวติดมากับมันด้วย
เขานำเรื่องนี้ไปลองกับต้นไม้แห้งริมภูเขาอย่างไม่จริงจังนัก เขาวางกางเกงไว้ใต้รากไม้ แล้วเดินถอยออกมาไม่กี่ก้าว กลิ่นอ่อนๆ ที่ติดอยู่บนผ้าทำให้ฝูงกระต่ายป่ากับไก่ฟ้าพากันวิ่งออกจากพุ่มไม้ พวกมันชนรากไม้จนฝุ่นฟุ้งกระจาย และบางตัวก็หยุดนิ่งอยู่ข้างผ้าเหมือนถูกสะกด
เฉินอันมองภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึง เขาไม่รู้ว่ากลิ่นนั้นมาจากสมุนไพร น้ำซักผ้า หรือสิ่งใดในบ้านของอันจือ แต่เขารู้ว่าหากใช้มันอย่างระมัดระวัง เขาอาจหาอาหารได้โดยไม่ต้องเสี่ยงเข้าไปในป่าลึก
วันถัดมา เขาจึงไปที่บ้านของหัวหน้าหน่วยผลิต หัวหน้าเฉียนกำลังนั่งคุยกับอันจือและอันเยี่ยน สองพี่น้องที่อาศัยอยู่ในบ้านดินหลังเล็กท้ายหมู่บ้าน พี่สาวอันเยี่ยนเพิ่งเป็นม่าย สามีของนางเสียชีวิตจากไข้หลังกลับจากงานในเมือง ส่วนอันจือยังอายุไม่มาก แต่ต้องทำงานหนักแทนคนทั้งบ้าน
หัวหน้าเฉียนกำลังพูดเรื่องการแต่งงานอยู่พอดี เขามองเฉินอันตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าแล้วพยักหน้าอย่างพอใจ
“ข้าเห็นเขาเติบโตมาตั้งแต่เล็ก แม้จะกำพร้าและไม่มีผู้ใหญ่คอยช่วยเหลือ แต่เฉินอันเป็นคนซื่อสัตย์ ขยัน และไม่เคยเอาเปรียบใคร”
อันเยี่ยนนั่งก้มหน้า มือของนางกำชายเสื้อแน่น นางรู้ว่าหัวหน้าพูดถึงการให้นางแต่งงานกับเฉินอันเพื่อให้บ้านมีผู้ชายทำงานหนัก แต่ในหมู่บ้านนี้ หญิงม่ายที่ไม่มีสินสอดย่อมไม่มีสิทธิ์เลือกมากนัก
“บ้านของพวกเจ้าอยู่กันสองคน งานในไร่ก็หนักขึ้นทุกปี” หัวหน้าเฉียนกล่าว “ถ้ามีเฉินอันเข้ามาช่วย พวกเจ้าจะไม่ต้องอดอยากอีก”
อันเยี่ยนเงยหน้ามองเฉินอัน “แล้วเจ้าคิดอย่างไร”
เฉินอันไม่ได้ตอบทันที เขามองหลังคาที่มีรอยรั่ว กำแพงรั้วซึ่งทำจากกิ่งไม้ผุ และถังข้าวที่แทบไม่มีอะไรเหลือ เขารู้ว่าการแต่งงานครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องรักใคร่ แต่เป็นข้อตกลงระหว่างคนที่กำลังจะจมน้ำสองฝ่าย
“ถ้าพี่เยี่ยนไม่รังเกียจ ข้าจะรับผิดชอบงานทั้งหมดเอง” เขากล่าว “งานในไร่ งานหนักในบ้าน และเรื่องที่คนอื่นกล้ามารังแกพวกท่าน ข้าจะจัดการให้ ขอเพียงมีข้าวให้ข้ากินบ้าง ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกท่านต้องประหยัดจนเหลือแต่น้ำต้มผัก”
อันจือมองเขาด้วยความประหลาดใจ นางเคยเห็นเฉินอันถูกคนในหมู่บ้านหัวเราะเยาะว่าเป็นชายกำพร้าที่ไม่มีอนาคต แต่ชายตรงหน้ากลับพูดด้วยเสียงหนักแน่นจนหัวหน้าเฉียนต้องยิ้ม
“ถ้าไม่มีใครคัดค้าน ก็ถือว่าตกลงกันแล้ว” หัวหน้าเฉียนสรุป “ตั้งแต่พรุ่งนี้ เฉินอันจะย้ายมาอยู่บ้านนี้ ส่วนผลผลิตของสองครอบครัวจะรวมเป็นหน่วยเดียวกัน พวกเจ้าจะได้รับส่วนแบ่งมากกว่าเดิม”
หลังหัวหน้าเฉียนกลับไป อันเยี่ยนยังคงนั่งเงียบ เฉินอันจึงพูดเบาๆ ว่า “ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อแย่งบ้านของพวกท่าน หากวันใดข้าทำให้พวกท่านลำบาก ก็ไล่ข้าออกได้ทันที”
“เจ้าไม่ต้องสัญญามากนัก” อันเยี่ยนตอบ “บ้านนี้ไม่มีอะไรให้แย่งอยู่แล้ว”
อันจือพยายามเปลี่ยนเรื่องด้วยการยกถ้วยชาให้เขา แต่ในถ้วยมีเพียงน้ำอุ่น เฉินอันดื่มจนหมดและมองเห็นก้นถ้วยอย่างชัดเจน เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงลุกขึ้นไปยกฟืนเข้าบ้าน
กำแพงรั้วด้านตะวันตกผุจนมีช่องโหว่ หลังคาก็มีแผ่นกระเบื้องแตกร้าวหลายจุด หากฝนตกหนัก บ้านคงพังลงมา อันเยี่ยนบอกให้เขาพัก แต่เฉินอันกลับหยิบขวานไปตัดกิ่งหลิวมาเสริมรั้วจนมืดค่ำ
อันจือแอบมองมือของเขาที่เต็มไปด้วยแผล นางเคยคิดว่าผู้ชายที่มาขอแต่งงานคงหวังพึ่งแรงงานของบ้านนี้ แต่เฉินอันกลับไม่ถามถึงสินสอด ไม่ถามว่าพวกนางมีที่นาเท่าไร และไม่แม้แต่จะบ่นเรื่องอาหารเย็นที่มีเพียงแป้งข้าวโพดต้มกับผักป่า
เมื่ออันเยี่ยนเห็นว่าเขายังกินไม่อิ่ม นางจึงยื่นแผ่นแป้งชิ้นสุดท้ายให้
“ข้ากับน้องกินผักก็พอ”
เฉินอันผลักแผ่นแป้งกลับ “ตั้งแต่วันนี้ ไม่มีใครต้องยกของกินให้ข้า พรุ่งนี้ข้าจะหาเนื้อมาเอง”
“อย่าเข้าไปในป่าลึก” อันจือรีบพูด “ช่วงนี้มีข่าวว่ามีสัตว์ตาบอดออกมากินคน นักล่าหลายคนยังไม่กล้าขึ้นเขา”
“ข้าจะเดินแค่รอบนอก วางกับดักสองสามอัน แล้วกลับก่อนมืด”
อันเยี่ยนมองเขานานก่อนจะนำธนูเก่ากับมีดล่าสัตว์ของสามีออกมา ปืนของสามีถูกทางการยึดไปหลังจากเขาเสียชีวิต เหลือเพียงอาวุธสองชิ้นนี้ที่วางทิ้งไว้ในห้องเก็บฟืน
“ธนูเก่า แต่ยังใช้ได้” นางบอก “ถ้าไม่มั่นใจ อย่าฝืน”
เฉินอันรับธนูมาและตรวจสายอย่างละเอียด “ข้าจะกลับก่อนตะวันตกดิน สัญญา”
อันจือยื่นขนมแป้งสองชิ้นสุดท้ายให้เขา “เอาไปกินระหว่างทาง ในป่าหิวเร็ว”
เฉินอันรับไว้ แล้วหันกลับไปมองบ้านที่เปิดไฟรอเขาอยู่
“ถ้าข้ายังไม่กลับมา อย่าออกตามหา” เขากล่าว “ล็อกประตูและรอหัวหน้าเฉียน”
“ถ้าเจ้าไม่กลับมา พี่จะไม่ล็อกประตู” อันจือตอบ “เพราะเจ้าจะต้องกลับมาเปิดมันด้วยตัวเอง”
คำพูดนั้นทำให้เฉินอันยิ้มเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าบ้าน เขาสะพายธนูและเดินขึ้นเขาโดยไม่รู้ว่าในคืนนั้น ชีวิตของทุกคนจะเปลี่ยนไปอีกครั้ง
เขาวางกางเกงตัวเดิมไว้ใกล้ต้นสนแห้ง แล้วใช้กลิ่นของมันล่อสัตว์เข้าหากับดัก บริเวณนั้นมีกระต่ายป่าสี่ตัว ไก่ฟ้าสองตัว และหมูป่าตัวเล็กหลงเข้ามา เฉินอันยิงธนูได้เพียงตัวเดียว แต่ก็เพียงพอสำหรับมื้ออาหารหลายวัน เขาปล่อยสัตว์ที่ติดกับดักตัวอื่นให้กลับเข้าป่า เพราะไม่ต้องการทำลายแหล่งอาหารจนหมด
ระหว่างเดินกลับ เขาได้ยินเสียงร้องจากหุบเขา เสียงนั้นไม่เหมือนหมาป่าหรือหมี แต่เหมือนคนกำลังหายใจติดขัด เฉินอันควรเดินต่อ ทว่าเสียงเรียกเบาๆ กลับทำให้เขานึกถึงคืนที่พ่อหายตัวไป
เขาจึงตามเสียงเข้าไปเพียงเล็กน้อย และพบชายคนหนึ่งนอนอยู่ใต้ต้นไม้ เสื้อผ้าขาดและขามีรอยถูกสัตว์กัด ชายคนนั้นคือหวังต้าหลิน นักล่าที่เคยหัวเราะเยาะเขาต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน
“ช่วยข้าด้วย” ต้าหลินพูดด้วยเสียงแหบ “ข้าถูกคนผลักตกลงมา ไม่ใช่สัตว์”
เฉินอันชะงัก เขามองรอยเท้ารอบตัว รอยหนึ่งเป็นรองเท้าผ้า ส่วนอีกรอยเป็นรอยอุ้งเท้าสัตว์ป่าที่ลากยาวออกไปทางหุบเขา เขาใช้ผ้าพันแผลที่พกติดตัวมัดขาของต้าหลิน แล้วแบกชายคนนั้นกลับออกจากป่า
ก่อนถึงหมู่บ้าน ต้าหลินคว้าแขนเขาไว้ “อย่าบอกใครว่าข้าเห็นอะไร”
“เจ้าจะบอกข้าก่อนว่าเห็นอะไร”
ต้าหลินหลบตา “ในกระท่อมล่าสัตว์เก่า มีคนเก็บของบางอย่างไว้ พวกเขาไม่อยากให้ใครรู้”
เฉินอันไม่ได้ซักต่อ เพราะเห็นเลือดไหลผ่านผ้าพันแผลมากขึ้น เขาพาต้าหลินไปส่งที่บ้านหัวหน้าหน่วย แล้วจึงกลับบ้านตัวเองในตอนที่ทุกคนกำลังจะออกตามหา
อันจือวิ่งมาหาเขาเป็นคนแรก นางตีแขนเขาเบาๆ ด้วยความโมโห
“เจ้าสัญญาว่าจะกลับก่อนมืด!”
“ข้าก็กลับแล้ว”
“เจ้าพาชายเจ็บกลับมาด้วย แต่ไม่คิดจะส่งข่าวหรือ”
เฉินอันยกหมูป่าตัวเล็กขึ้นจากบ่า “ข้ามีข่าวดีกว่านั้น อาหารเย็นมาแล้ว”
คืนนั้นทั้งบ้านมีเนื้อกินเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน อันจือย่างเนื้อจนเกรียมด้านนอกแต่ข้างในยังนุ่ม อันเยี่ยนแบ่งชิ้นใหญ่ที่สุดให้เฉินอัน เขากลับแบ่งให้สองพี่น้องเท่าๆ กัน
ระหว่างกิน อันเยี่ยนถามถึงต้าหลิน เฉินอันเล่าเพียงว่าเขาพบชายเจ็บในป่าและไม่พูดเรื่องกระท่อมล่าสัตว์ เพราะยังไม่รู้ว่าใครเกี่ยวข้อง
วันรุ่งขึ้น ข่าวเรื่องความสามารถในการล่าสัตว์ของเฉินอันแพร่ไปทั่วหมู่บ้าน บางคนชื่นชมเขา บางคนหาว่าเขาใช้วิธีสกปรก และบางคนเริ่มถามว่าทำไมชายกำพร้าที่ไม่มีแม้แต่ปืนจึงนำเนื้อกลับมาได้มากกว่านักล่าที่มีอาวุธ
คนที่ไม่พอใจที่สุดคือจ้าวหู่ ชายร่างใหญ่จากท้ายหมู่บ้าน ผู้เคยคิดจะบังคับให้อันเยี่ยนขายที่นาในราคาถูก เขาเคยมาหานางหลายครั้งหลังสามีเสียชีวิต โดยอ้างว่าจะช่วยดูแล แต่แท้จริงต้องการยึดที่ดินและบ้าน
เมื่อรู้ว่าเฉินอันเข้ามาอยู่ด้วย จ้าวหู่จึงพาคนสามคนมาขวางทางหน้าบ้าน
“ชายกำพร้าอย่างเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาเป็นเจ้าของบ้านนี้” เขาถาม
เฉินอันกำลังซ่อมรั้ว เขาวางค้อนลงช้าๆ “ข้าไม่ได้เป็นเจ้าของบ้าน ข้าเป็นคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ และจะไม่ยอมให้ใครมารังแกคนในบ้าน”
จ้าวหู่หัวเราะ “ถ้าอย่างนั้นก็พิสูจน์สิว่าเจ้าปกป้องพวกนางได้”
เขาผลักอันจือจนเกือบล้ม เฉินอันก้าวเข้ามาขวางทันที การต่อสู้กินเวลาไม่ถึงครู่เดียว คนสามคนล้มลงบนพื้นโดยไม่มีใครทันเห็นว่าเขาเคลื่อนไหวอย่างไร จ้าวหู่ถูกจับข้อมือบิดจนหน้าซีด แต่เฉินอันปล่อยมือก่อนที่กระดูกจะหัก
“กลับไปบอกคนที่ส่งเจ้ามา” เขาพูด “ที่นี่ไม่มีผู้หญิงไร้ทางสู้อีกแล้ว”
จ้าวหู่ถ่มน้ำลายและจ้องเขา “เจ้าคิดว่าหัวหน้าเฉียนจะช่วยได้ตลอดหรือ วันหนึ่งเจ้าจะหายไปในป่าเหมือนพ่อของเจ้า”
ประโยคนั้นทำให้เฉินอันนิ่งไป พ่อของเขาไม่ได้ตายต่อหน้าผู้ใด เพียงหายเข้าไปในภูเขาเมื่อสิบปีก่อน คนในหมู่บ้านบอกว่าเขาถูกเสือกัด แต่ไม่เคยมีศพ ไม่เคยมีอาวุธ และไม่เคยมีหลักฐาน
คืนนั้นเฉินอันถามอันเยี่ยนว่ารู้เรื่องพ่อของเขาหรือไม่ นางลังเลอยู่พักใหญ่ก่อนตอบว่า สามีของนางเคยพูดถึงคืนที่พ่อของเฉินอันหายตัวไป เขาเห็นชายจากบ้านจ้าวหู่ลากถุงหนักๆ ขึ้นเขา แต่ไม่กล้าเข้าไปยุ่งเพราะกลัวถูกกล่าวหาว่าขโมยของป่า
“ทำไมเพิ่งบอกข้า” เฉินอันถาม
“เพราะเจ้ากำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่ ข้าไม่อยากให้ความแค้นลากเจ้าเข้าไปในป่า”
เฉินอันมองธนูเก่าที่พิงอยู่ข้างประตู “ถ้าความจริงอยู่ในป่า ข้าก็ต้องไปเอามันกลับมา แต่คราวนี้ข้าจะไม่ไปเพราะความแค้น”
วันต่อมา หัวหน้าเฉียนเรียกประชุมทั้งหมู่บ้าน เขาประกาศว่าฤดูฝนกำลังมา และทุกครอบครัวต้องส่งแรงงานขึ้นซ่อมคันดิน หากบ้านใดไม่ส่งคน จะถูกตัดส่วนแบ่งข้าว
จ้าวหู่กลับกล่าวหาเฉินอันว่าใช้กลิ่นแปลกๆ ล่อสัตว์และขโมยสัตว์จากกับดักของคนอื่น เขานำกับดักที่มีรอยเชือกของเฉินอันไปวางกลางลาน และกล่าวหาว่าเนื้อที่เฉินอันนำกลับมาทั้งหมดเป็นของคนอื่น
เฉินอันไม่ได้โต้เถียง เขาขอให้ทุกคนไปดูรอยเท้าที่ภูเขา รอยกับดักของเขาอยู่รอบต้นสน ไม่มีร่องรอยการล่าสัตว์ของใคร ส่วนกับดักที่จ้าวหู่นำมานั้นทำจากเชือกป่านใหม่ ซึ่งไม่มีทางเป็นของเขา เพราะเชือกทั้งหมดในบ้านถูกใช้ซ่อมรั้วและยังเหลืออยู่ในห้องเก็บของ
อันจือยังนำกางเกงตัวเก่าที่เขาเคยใช้ล่อสัตว์ออกมาให้หัวหน้าเฉียนดู แต่ไม่มีใครเข้าใจว่ามันเกี่ยวข้องอย่างไร จนชายชราผู้เคยเป็นนักล่ากล่าวว่า กลิ่นบนผ้านั้นมาจากรากสมุนไพรชนิดหนึ่งที่เติบโตใกล้ลำธาร หากนำไปตากควันไม้สน กลิ่นจะดึงสัตว์บางชนิดเข้ามา แต่ไม่ใช่เวทมนตร์ และใครก็ใช้ได้หากรู้วิธี
ความจริงนั้นทำให้คนในหมู่บ้านเบาลง พวกเขาไม่ได้มองเฉินอันเป็นคนมีของวิเศษอีกต่อไป แต่กลับเคารพเขามากขึ้น เพราะรู้ว่าเขาใช้ความสังเกตและความกล้าหาอาหารโดยไม่ทำลายสัตว์จนหมด
อย่างไรก็ตาม จ้าวหู่ยังไม่ยอมแพ้ เขาแอบเข้าไปในบ้านเฉินอันในคืนฝนตก เพื่อขโมยธนูเก่ากับมีดของพ่อเขา แล้วนำไปซ่อนในกระท่อมล่าสัตว์บนภูเขา เขาตั้งใจจะกล่าวหาว่าเฉินอันบุกรุกเขตห้ามล่าสัตว์
แต่คืนนั้นอันจือเห็นเงาคนผ่านช่องกำแพง นางไม่ส่งเสียงร้อง กลับแอบตามรอยเท้าไปจนพบเศษผ้าสีแดงติดอยู่กับกิ่งไม้ เศษผ้านั้นเป็นจากเสื้อคลุมของจ้าวหู่ นางเก็บไว้และนำไปบอกเฉินอัน
เฉินอันไม่รีบไปเอาอาวุธคืน เขากลับไปหาหัวหน้าเฉียนและเล่าเรื่องทั้งหมด หัวหน้าเฉียนจึงให้คนเฝ้าทางขึ้นเขาเงียบๆ ขณะเดียวกัน ต้าหลินซึ่งขาหายดีบางส่วนก็ยอมบอกความจริงว่า ในกระท่อมเก่านั้นมีถุงผ้าของพ่อเฉินอันอยู่จริง และคนที่เขาเห็นในวันนั้นคือจ้าวหู่กับลุงของเขา
“พวกเขาไม่ได้ฆ่าพ่อเจ้า” ต้าหลินกล่าวอย่างยากลำบาก “แต่พวกเขาแย่งของที่พ่อเจ้าพบในถ้ำ เป็นแร่สีดำที่ขายให้พ่อค้าในเมืองได้ราคา พ่อเจ้าจะนำเรื่องไปแจ้งทางการ พวกเขาจึงข่มขู่เขา แล้วบอกทุกคนว่าเขาถูกสัตว์กิน”
เฉินอันกำหมัดแน่น “แล้วพ่อข้าล่ะ”
“เขาหนีไปทางเหนือในคืนนั้น ข้าไม่รู้ว่าไปถึงไหน”
คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้เฉินอันดีใจ เพราะการไม่รู้ยังเจ็บปวดไม่แพ้การสูญเสีย แต่เป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่เขามีความหวังว่าพ่ออาจยังมีชีวิตอยู่ หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้ตายอย่างที่ทุกคนกล่าวหา
คืนนั้นเขากับหัวหน้าเฉียนขึ้นไปยังกระท่อมล่าสัตว์ พวกเขาพบธนูและมีดซ่อนอยู่ใต้พื้นไม้ พร้อมถุงผ้าเก่าที่มีรอยปักรูปนกบนป่า ซึ่งเป็นเครื่องหมายของพ่อเฉินอัน ภายในมีสมุดบันทึกเล่มเล็ก บันทึกเส้นทางภูเขา แหล่งน้ำ และรายชื่อพ่อค้าคนหนึ่งในเมือง
หน้าสุดท้ายมีข้อความสั้นๆ ว่า “ถ้าข้าไม่กลับมา จงอย่าเชื่อว่าข้าตายในป่า สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่แร่ แต่คือที่ดินเหนือหุบเขา”
พวกเขาเพิ่งอ่านจบ เสียงคนก็ดังขึ้นด้านนอก จ้าวหู่กับชายอีกสองคนมาถึงแล้ว พวกมันคิดว่าเฉินอันจะขึ้นมาเพียงลำพังและไม่มีหลักฐานใดๆ
“ส่งสมุดมา” จ้าวหู่สั่ง “เจ้าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย”
เฉินอันยืนบังประตู “เจ้ากลัวสมุดเล่มนี้มากกว่ากลัวกฎหมายเสียอีก”
จ้าวหู่พุ่งเข้ามา การต่อสู้เกิดขึ้นท่ามกลางพื้นไม้ลื่นและฝนที่สาดเข้ากระท่อม เฉินอันไม่ได้ต้องการฆ่าใคร เขาเพียงหลบ ผลัก และใช้เชือกที่เตรียมไว้ผูกมือชายทั้งสามกับเสา จ้าวหู่พยายามจุดไฟเผากระท่อมเพื่อทำลายหลักฐาน แต่ต้าหลินใช้ร่างที่ยังเจ็บอยู่พุ่งเข้าไปแย่งคบเพลิงจนล้มลง
เมื่อไฟลุกที่พื้นไม้ เฉินอันต้องเลือกว่าจะช่วยต้าหลินหรือรักษาสมุดบันทึก เขาคว้าต้าหลินออกมาก่อน แล้วให้อันจือซึ่งแอบตามขึ้นมารับสมุดไปเก็บในเสื้อของนาง
“เจ้ามาที่นี่ทำไม” เฉินอันตวาด
“เพราะข้าไม่อยากเปิดไฟรอคนที่อาจไม่กลับมาอีก” นางตอบ
พวกเขาหนีออกจากกระท่อมก่อนหลังคาถล่มลงมา ไฟทำให้หลักฐานบางส่วนเสียหาย แต่สมุดบันทึกและถุงผ้ายังอยู่ หัวหน้าเฉียนนำเรื่องไปแจ้งทางการในเมือง พร้อมพยานจากต้าหลินและเศษผ้าที่อันจือเก็บไว้
การสอบสวนใช้เวลาหลายเดือน จ้าวหู่ถูกจับในข้อหาข่มขู่และบุกรุก ส่วนเรื่องแร่และที่ดินยังต้องตรวจสอบเอกสารเก่าอีกมาก แต่คำให้การของต้าหลินทำให้คนในหมู่บ้านรู้ว่า จ้าวหู่ไม่ได้เป็นเพียงคนอันธพาล เขาเคยใช้ความกลัวบังคับชาวบ้านหลายครอบครัวให้ขายที่ดินราคาถูก
อันเยี่ยนได้รับสิทธิ์ในบ้านและที่นาอย่างถูกต้อง เพราะพบเอกสารที่สามีของนางเก็บไว้ก่อนเสียชีวิต เฉินอันไม่รับที่ดินของนาง เขาเพียงขอสิทธิ์ซ่อมบ้านและทำไร่ร่วมกันตามที่ตกลงไว้ตั้งแต่ต้น
หลังฤดูฝนผ่านไป บ้านดินหลังเดิมมีหลังคาใหม่ กำแพงรั้วแข็งแรงขึ้น และมีเล้าไก่อยู่ข้างบ้าน อันจือเริ่มเพาะสมุนไพรที่ใช้ล่อปลาและสัตว์ป่า แต่เฉินอันสอนนางเสมอว่า ต้องเก็บเพียงพอกิน ไม่จับจนหมดป่า
เขายังขึ้นเขาเป็นครั้งคราว เพื่อตามร่องรอยของพ่อจากรายชื่อพ่อค้าในสมุดบันทึก หลายเดือนต่อมา เขาได้รับจดหมายจากเมืองชายแดน ชายคนหนึ่งชื่อเฉินเหอเคยทำงานอยู่ที่นั่น และมีรอยแผลเป็นตรงคิ้วเหมือนในภาพเก่าของพ่อ
เฉินอันเดินทางไปพบเขาพร้อมอันเยี่ยนและอันจือ ชายคนนั้นแก่ลงมากและเดินกะเผลก แต่เมื่อเห็นเครื่องหมายรูปนกบนถุงผ้า เขาก็ร้องไห้ออกมา
“พ่อของเจ้ายังมีชีวิตอยู่เมื่อห้าปีก่อน” เขาบอก “แต่เขาป่วยหนักและฝากสิ่งนี้ไว้ ข้าสัญญาว่าจะส่งข่าวกลับไป แต่ข้ากลัวคนของจ้าวหู่จึงเงียบ”
เขายื่นกล่องไม้เล็กๆ ให้ ภายในมีมีดล่าสัตว์อีกเล่มและจดหมายที่เขียนไม่จบ เนื้อความมีเพียงว่า หากเฉินอันยังอยู่ ขอให้เขาอย่าใช้ชีวิตด้วยความแค้น เพราะคนที่ยึดชีวิตของเราไปมากที่สุด ไม่ใช่ศัตรู แต่คือความเกลียดชังที่เราเลี้ยงไว้เอง
เฉินอันอ่านจบโดยไม่พูดอะไร เขาไม่ได้พบร่างพ่อ ไม่ได้มีโอกาสกอดหรือถามว่าทำไมจึงไม่กลับบ้าน แต่เป็นครั้งแรกที่เขารู้ว่าพ่อไม่ได้ทอดทิ้งเขาโดยง่าย และเขาเองก็ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตรอคำตอบเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
เมื่อกลับถึงหมู่บ้าน เขานำมีดของพ่อแขวนไว้เหนือประตูบ้าน อันเยี่ยนไม่ได้ถามว่าเขาจะอยู่ต่อหรือไม่ นางเพียงวางชามข้าวร้อนๆ ตรงหน้าเขาเหมือนที่ทำทุกเย็น
“ถ้าวันหนึ่งเจ้าต้องออกตามหาพ่ออีกครั้ง” นางพูด “ก็กลับมาก่อนฟ้ามืดไม่ได้หรือ”
เฉินอันมองอันจือที่กำลังตากผ้าข้างรั้ว แล้วมองแสงไฟในบ้าน
“ได้” เขาตอบ “ข้าจะกลับมาเสมอ”
ตั้งแต่นั้นมา ไม่มีใครในหมู่บ้านเรียกเขาว่าชายกำพร้าอีก พวกเขาเรียกเขาว่าเฉินอัน ชายผู้ซ่อมรั้วแทนคำสัญญา และปกป้องบ้านด้วยมือของตัวเอง
กางเกงตัวเก่าถูกอันจือนำไปซักจนสะอาด แล้วเย็บเป็นถุงใส่เมล็ดพันธุ์ สมุนไพรที่เคยดึงดูดปลาและสัตว์ป่าถูกปลูกไว้ข้างบ้านเพื่อใช้เลี้ยงครอบครัว ไม่ใช่เพื่อหลอกลวงใคร
ทุกเช้าเมื่อเฉินอันออกไปทำไร่ เขาจะสัมผัสมีดของพ่อเหนือประตู ก่อนเดินผ่านบ้านที่เคยว่างเปล่าและกลับกลายเป็นบ้านของคนสามคน ไม่มีใครรู้ว่าเขาจะพบพ่ออีกหรือไม่ แต่ตราบใดที่ยังมีแสงไฟรออยู่หลังประตู เขาก็ไม่ใช่ชายที่หลงทางในป่าอีกต่อไป