ข้าทุ่มเงินเก็บทั้งชีวิตช่วยหญิงแปลกหน้า—ไม่รู้เลยว่านางคือฮองเฮาที่กำลังเลือกพระชายาให้รัชทายาท

ข้าขายเกี๊ยวทั้งเดือนเพื่อช่วยหญิงแปลกหน้า—ไม่รู้เลยว่านางคือฮองเฮาที่กำลังเลือกพระชายาให้รัชทายาท

ข้าใช้เงินเก็บทั้งหมดห้าตำลึง ช่วยชีวิตหญิงแปลกหน้าที่นอนจมกองเลือดอยู่ข้างทาง

น้าโจด่าข้าว่าโง่

ชาวบ้านหัวเราะเยาะว่าข้ากำลังหาเรื่องใส่ตัว

ไม่มีใครรู้เลยว่า หญิงที่ข้าแบกกลับบ้านในวันนั้นคือฮองเฮาแห่งแคว้นต้าเยี่ยน

และทันทีที่นางลืมตาขึ้นมา ชะตาชีวิตของข้าก็ไม่อาจกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว

ข้าชื่อสวีหยวนหยวน

ดูเรื่องเต็มได้ที่นี่

เป็นเพียงบุตรสาวของครอบครัวยากจนในหมู่บ้านเล็ก ๆ ทางใต้ของเมืองหลวง

ทุกเช้า ข้าจะตื่นขึ้นมานวดแป้งตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง จากนั้นจึงเข็นรถออกไปขายเกี๊ยวตรงหัวมุมตลาด

เงินที่หาได้แต่ละวันแทบไม่พอซื้อข้าวสารและยาให้น้าโจ

แต่ชีวิตของข้าก็ไม่ได้เลวร้าย

อย่างน้อยข้ายังมีท่านพ่อ มีน้องชาย มีน้องสาว และมีหลังคาเก่า ๆ ที่ป้องกันฝนได้ครึ่งหนึ่ง

วันนั้น หลังจากขายเกี๊ยวชามสุดท้ายหมด ข้าเดินลัดป่ากลับบ้านตามปกติ

ทว่าระหว่างทาง ข้ากลับเห็นรอยเลือดหยดเป็นทางยาวอยู่บนพื้น

เมื่อเดินตามไป ข้าพบหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งนอนหมดสติอยู่หลังพุ่มไม้

เสื้อผ้าของนางเปื้อนเลือด

ใบหน้าซีดขาว

ตรงหัวไหล่มีบาดแผลจากคมดาบ

ถึงเครื่องแต่งกายจะขาดวิ่น แต่เนื้อผ้ากลับละเอียดกว่าของที่ขายในตลาดหลายเท่า บนนิ้วยังมีรอยจาง ๆ จากแหวนที่เพิ่งถูกถอดออก

ทุกสิ่งบอกข้าว่านางไม่ใช่คนธรรมดา

และคนที่สามารถทำให้นางบาดเจ็บถึงเพียงนี้ ย่อมไม่ใช่คนที่ครอบครัวของข้าควรเข้าไปเกี่ยวข้อง

ข้าควรหันหลังแล้วเดินจากไป

แต่เมื่อนั่งลงใกล้ ๆ ข้ากลับพบว่านางยังหายใจอยู่

ลมหายใจนั้นแผ่วเบาเสียจนเหมือนพร้อมจะขาดหายได้ทุกเมื่อ

ข้านึกถึงมารดาของตัวเองซึ่งจากไปตั้งแต่ข้ายังเด็ก

หากในวันนั้นมีใครพบแม่ของข้านอนบาดเจ็บอยู่ข้างทาง ข้าก็คงหวังให้คนคนนั้นยื่นมือช่วยนางเช่นกัน

ท้ายที่สุด ข้าจึงกัดฟันแบกหญิงแปลกหน้ากลับบ้าน

น้าโจตกใจจนเกือบทำชามยาในมือหล่น

“สวีหยวนหยวน เจ้าคิดว่าบ้านเรามีเงินมากนักหรือ ถึงได้แบกคนใกล้ตายกลับมาเช่นนี้”

“นางยังไม่ตายเสียหน่อย”

“ตอนนี้ยังไม่ตาย แต่หากคนที่ทำร้ายนางตามมาถึงบ้าน พวกเรานั่นแหละที่จะตายแทน!”

ถึงปากของน้าโจจะต่อว่าข้าไม่หยุด แต่สองมือของนางกลับรีบจัดเตียงและต้มน้ำร้อนให้ทันที

ข้าวิ่งไปตามหมอเพียงคนเดียวในหมู่บ้าน

หลังจากตรวจบาดแผล เขาบอกว่าหญิงผู้นั้นเสียเลือดมาก ทั้งยังถูกพิษชนิดหนึ่ง หากไม่ได้รับยาภายในคืนนี้ นางอาจไม่รอดถึงรุ่งเช้า

“ค่ารักษาห้าตำลึง”

ข้าชะงักไป

เงินห้าตำลึงคือรายได้จากการขายเกี๊ยวของข้าเกือบสามเดือน และเป็นเงินก้อนสุดท้ายที่ครอบครัวมีอยู่

น้าโจดึงแขนข้าไว้

“พวกเราไม่รู้แม้กระทั่งว่านางเป็นใคร”

ข้ามองหญิงที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ก่อนแกะถุงเงินออกจากเอว

“ตอนนี้นางเป็นคนที่กำลังจะตายอยู่ในบ้านของเรา”

ข้าวางเงินทั้งหมดลงตรงหน้าหมอ

“ช่วยนางเถิดเจ้าค่ะ”

หลังจากหมอกลับไป น้าโจด่าข้าอยู่เกือบครึ่งชั่วยาม

นางบอกว่ากำไรจากการขายเกี๊ยวทั้งเดือนยังไม่ถึงสองตำลึง แต่ข้ากลับกล้ามอบเงินห้าตำลึงให้คนแปลกหน้า

ข้าได้แต่ก้มหน้าฟัง

“เงินนั้นข้าเป็นคนหาเอง วันหน้าข้าก็หาใหม่ได้”

“หากหาไม่ได้เล่า”

“ข้าก็จะขายเกี๊ยวเพิ่มอีกวันละหนึ่งหม้อ”

น้าโจเงียบไป ก่อนเคาะหน้าผากข้าแรง ๆ หนึ่งครั้งแล้วเดินออกจากบ้าน

ข้าคิดว่านางคงโกรธจนไม่อยากเห็นหน้าข้า

แต่ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามต่อมา นางกลับมาพร้อมเงินสองตำลึง

“หมอเฒ่านั่นคิดราคายาเกินจริง ข้าไปนั่งด่ามันจนยอมคืนเงินมา”

ข้ารับเงินเอาไว้พลางยิ้ม

น้าโจรีบหันหน้าหนี

“ไม่ต้องมายิ้ม ข้ายังไม่หายโกรธเจ้า”

น้าโจเป็นเช่นนี้เสมอ

ปากของนางคมยิ่งกว่ามีดทำครัว แต่หัวใจกลับอ่อนยิ่งกว่าแป้งที่เพิ่งนวดเสร็จ

สามวันต่อมา หญิงแปลกหน้าก็ลืมตาขึ้น

นางบอกว่าตนชื่อเจิ้งเหนียนจื่อ เป็นภรรยาของพ่อค้าผ้าในเมืองหลวง ระหว่างเดินทางกลับบ้านถูกโจรดักปล้นจนพลัดหลงจากผู้ติดตาม

ข้าไม่ได้สงสัยอะไร

มีเพียงน้าโจที่มองนางด้วยสายตาแปลกประหลาด

วันหนึ่ง ข้าเห็นน้าโจหยิบเสื้อที่เปื้อนเลือดของนางขึ้นมาตรวจดูรอยปักด้านใน จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไป

แต่เมื่อน้าโจเห็นข้า นางกลับรีบพับเสื้อเก็บแล้วบอกว่าไม่มีอะไร

ภายใต้การดูแลของพวกเรา อาการของเจิ้งเหนียนจื่อดีขึ้นเรื่อย ๆ

นางเป็นคนสุขุม แต่ไม่ได้เย็นชา

ทุกครั้งที่ข้ากลับจากตลาด นางมักช่วยข้านับเงิน หรือไม่ก็นั่งมองข้าห่อเกี๊ยวอยู่ข้างเตา

เมื่อนางรู้ว่าข้าอ่านหนังสือไม่ออก นางก็เริ่มสอนข้าเขียนชื่อของตัวเอง

“อักษรของเจ้าดูเหมือนไส้เกี๊ยวทะลักออกจากแป้ง” นางกล่าว

“ถ้าเช่นนั้นท่านก็อ่านออกแล้วไม่ใช่หรือ”

นางมองข้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหลุดหัวเราะออกมาเป็นครั้งแรก

วันหนึ่ง เจิ้งเหนียนจื่อถามขึ้นระหว่างสอนหนังสือ

“หยวนหยวน ปีนี้เจ้าอายุสิบแปดแล้ว ที่บ้านหมั้นหมายบุรุษใดไว้หรือยัง”

ข้าส่ายหน้า

“น้าโจบอกว่าการแต่งงานจะรีบร้อนไม่ได้ หากเห็นแก่ทรัพย์สินหรือรูปโฉมแล้วรีบฝากชีวิตไว้กับคนคนหนึ่ง วันหน้าคนที่ต้องทนทุกข์ก็คือตัวเราเอง”

“แล้วเจ้าต้องการสามีเช่นไร”

ข้าคิดอยู่พักหนึ่ง

“ไม่ต้องร่ำรวย ไม่ต้องเป็นขุนนาง ขอเพียงเป็นคนซื่อตรงและไม่รังแกครอบครัวของข้าก็พอ”

นางเลิกคิ้วขึ้น

“เจ้าต้องการเพียงเท่านั้นหรือ”

“การเป็นคนก็เหมือนการนึ่งหมั่นโถวเจ้าค่ะ ต่อให้รูปร่างสวยงามเพียงใด หากข้างในไม่สุกก็กินไม่ได้ คนเราก็เช่นกัน หากจิตใจไม่ซื่อตรง ต่อให้มีเงินทองกองเท่าภูเขาก็ไม่มีประโยชน์”

ครั้งนี้นางไม่หัวเราะ

นางมองข้าอย่างพินิจพิจารณา ก่อนพึมพำเบา ๆ ว่า

“น่าเสียดายจริง ๆ ที่บุตรชายของข้าไม่เคยพบหญิงสาวเช่นเจ้า”

ข้าคิดว่านางเพียงพูดเล่น

แต่ข้าไม่รู้เลยว่า นับตั้งแต่วินาทีนั้น เจิ้งเหนียนจื่อก็หมายตาข้าไว้เป็นลูกสะใภ้แล้ว

ครึ่งเดือนต่อมา ท่านพ่อกลับมาจากต่างเมืองพร้อมของฝากมากมาย

บ้านของเรากลับมาครึกครื้นอีกครั้ง

ท่านพ่อซ่อมหลังคา

น้องชายช่วยข้าเข็นรถขายเกี๊ยว

ส่วนน้องสาวก็คอยแอบขโมยไส้หมูที่ข้าปรุงไว้ จนน้าโจต้องถือไม้ไล่ตีไปทั่วบ้าน

ข้าคิดว่าความสงบเช่นนี้คงอยู่กับเราไปอีกนาน

แต่เช้าวันหนึ่ง เสียงฝีเท้าม้าก็ดังสนั่นไปทั่วหมู่บ้าน

ทหารกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาในลานบ้าน พร้อมประกาศว่าทุกครอบครัวต้องส่งชายฉกรรจ์เข้ากองทัพ

พวกเขาไม่เพียงจับท่านพ่อ แต่ยังลากน้องชายของข้าซึ่งมีอายุเพียงสิบสี่ปีไปด้วย

ข้าขวางอยู่หน้าประตู

“น้องชายข้ายังไม่ถึงวัยเกณฑ์ทหาร และบ้านหนึ่งจะจับชายไปพร้อมกันสองคนไม่ได้!”

หัวหน้าทหารผลักข้าจนล้ม

“คำสั่งของนายอำเภอ ผู้ใดขัดขืนถือว่ากบฏ!”

ข้าเห็นดาบในมือของเขา

ข้ากลัวจนมือสั่น

แต่เมื่อได้ยินเสียงน้องชายร้องเรียก ข้าก็คว้ามีดทำครัวขึ้นมาขวางประตู

“หากจะพาพวกเขาไป ก็เหยียบศพข้าไปก่อน!”

ข้ารู้ว่าตัวเองไม่มีทางเอาชนะทหารทั้งกลุ่มได้

แต่ข้าไม่อาจยืนดูครอบครัวถูกพรากไปต่อหน้าต่อตา

ขณะที่สถานการณ์กำลังจะเลวร้าย เจิ้งเหนียนจื่อก็เดินออกมาจากห้อง

เมื่อเห็นตราประจำกองทหารบนเอวของหัวหน้ากลุ่ม สีหน้าของนางพลันเย็นเยียบ

“ขุนนางชั้นผู้น้อยเหล่านี้กล้าฝ่าฝืนพระราชโองการลับหลังราชสำนักเชียวหรือ”

หัวหน้าทหารได้ยินไม่ชัด จึงหันมาถามว่านางพูดอะไร

นางไม่ตอบ

เพียงกลับเข้าไปในห้อง เขียนจดหมายฉบับหนึ่ง แล้ววางหยกประจำตัวเอาไว้บนโต๊ะ

จากนั้นก็หายออกจากบ้านไปทางประตูหลัง

ข้าไม่ทันได้ตามนาง

ท่านพ่อกับน้องชายก็ถูกทหารลากตัวไปเสียแล้ว

คืนนั้น บ้านทั้งหลังเงียบราวกับไร้ผู้คน

ข้ายกอาหารเข้าไปให้น้าโจ แต่นางกลับถามถึงเจิ้งเหนียนจื่อ

เมื่อรู้ว่านางจากไปแล้ว น้าโจก็รีบเข้าไปตรวจในห้อง

บนโต๊ะมีจดหมายหนึ่งฉบับกับหยกสีขาวแกะเป็นรูปหงส์

ข้าอ่านจดหมายนั้นไม่ออก

แต่น้าโจเพียงเห็นตราประทับใต้จดหมาย ใบหน้าก็ซีดลงทันที

“นางเขียนอะไรไว้หรือ”

“ไม่มีอะไร”

น้าโจพับจดหมายอย่างรวดเร็ว แล้วซ่อนหยกไว้ในอกเสื้อ

ก่อนฟ้าสาง เสียงท่านพ่อกับน้องชายก็ดังขึ้นจากหน้าบ้าน

ทั้งสองคนได้รับการปล่อยตัวระหว่างทางไปค่ายทหาร

ทหารบอกว่า มีขุนนางผู้ใหญ่จากเมืองหลวงนำพระราชโองการมาตรวจสอบการเกณฑ์ทหารอย่างไม่ถูกต้อง นายอำเภอถูกจับ ส่วนชายที่ถูกบังคับมาทั้งหมดได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน

ทันทีที่ได้ยิน ข้าก็นึกถึงเจิ้งเหนียนจื่อ

นางเพิ่งจากไป ท่านพ่อกับน้องชายก็ได้รับการปล่อยตัว

หญิงที่ข้าช่วยไว้เป็นใครกันแน่

หลายเดือนผ่านไป ข้ายังไม่ได้คำตอบ

จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง ขบวนรถม้าจากวังก็มาหยุดหน้าบ้าน

ชายแต่งกายเป็นขันทีเปิดม้วนผ้าสีเหลือง ก่อนประกาศเสียงดังว่า

“มีพระเสาวนีย์จากฮองเฮา รับสั่งให้สวีหยวนหยวนเข้าตำหนักบูรพา เพื่อถวายการรับใช้รัชทายาทโดยทันที ห้ามผู้ใดขัดขืน!”

ข้าตกตะลึง

“แต่ข้าทำอะไรไม่เป็นเลยเจ้าค่ะ ข้าอ่านหนังสือได้เพียงไม่กี่ตัว สิ่งเดียวที่ข้าทำเป็นคือห่อเกี๊ยว”

ขันทีผู้นั้นยิ้มเย็น

“เช่นนั้นก็เข้าไปสอนรัชทายาทห่อเกี๊ยวเสีย”

ทุกคนในครอบครัวต่างคิดว่าข้าไปทำความผิดร้ายแรงมา

ท่านพ่อกับน้อง ๆ คุกเข่าขอร้อง แต่ขันทีกลับสั่งทหารให้ลากตัวข้าไป

น้าโจจึงเดินออกมาขวาง

“ในเมื่อเป็นพระเสาวนีย์ พวกเราย่อมไม่กล้าขัดขืน เพียงแต่เรื่องนี้กะทันหันเกินไป ขอเวลาให้หยวนหยวนเปลี่ยนเสื้อผ้าและร่ำลาครอบครัวสักครู่เถิด”

นางพาพวกเราทั้งหมดเข้าไปในบ้าน

ท่านพ่อคว้าดาบเก่าบนผนัง ตั้งใจจะออกไปสู้ตาย

ข้าต้องกอดแขนเขาเอาไว้

“ท่านพ่ออย่าออกไป น้าโจให้พวกเราหลบอยู่ที่นี่ นางย่อมมีเหตุผล”

น้องสาวร้องไห้จนตาบวม

“พี่เข้าไปในวังแล้วจะได้กลับมาอีกหรือไม่ ในละครเร่เขาบอกว่าวังหลวงเป็นสถานที่ที่กินคนได้ทั้งเป็น”

ข้าลูบศีรษะนาง ทั้งที่หัวใจของตัวเองหวาดกลัวยิ่งกว่า

“ข้าไม่ได้ทำความผิดเสียหน่อย ไม่มีอะไรต้องกลัว”

ข้ายกห้องกับปิ่นไม้ที่มารดาทิ้งไว้ให้แก่น้องสาว

นางกลับโยนมันลงบนเตียงแล้วกอดข้าแน่น

“ข้าไม่ต้องการห้อง ไม่ต้องการปิ่น ข้าต้องการให้พี่อยู่บ้าน”

ตอนนั้นเอง ข้าเกือบร้องไห้ออกมา

ข้าไม่อยากเข้าวัง

ข้าเป็นเพียงหญิงขายเกี๊ยวธรรมดา ต่อให้รอดพ้นจากการลงโทษ ก็คงถูกขุนนางและนางกำนัลเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี

เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งก้านธูป

ด้านนอกพลันเงียบลง

เมื่อน้าโจกลับเข้ามา นางบอกเพียงว่าขันทีจำคนผิด และกลับไปแล้ว

คนอื่นต่างพากันดีใจ

แต่ข้าไม่เชื่อ

ขันทีผู้นั้นเรียกชื่อและนามสกุลของข้าอย่างชัดเจน จะเป็นการจำคนผิดได้อย่างไร

ข้าเหลือบเห็นมุมหยกสีขาวโผล่ออกมาจากแขนเสื้อของน้าโจ

นางคงนำของที่เจิ้งเหนียนจื่อทิ้งไว้ไปแสดงต่อหน้าคนเหล่านั้น

และของชิ้นนั้นต้องมีอำนาจมากพอจะทำให้ขันทีจากวังยอมถอย

ทว่าสิ่งที่ข้าไม่รู้คือ ขันทีคนนั้นไม่ได้มาจากฮองเฮา

พระเสาวนีย์ก็เป็นของปลอม

คนที่ต้องการตัวข้าคืออัครมหาเสนาบดีเว่ย ผู้บงการการเกณฑ์ทหารอย่างผิดกฎหมาย

เขารู้ว่าฮองเฮาเคยพักอยู่ในบ้านของเรา และกลัวว่านางจะทิ้งหลักฐานบางอย่างไว้กับข้า จึงส่งคนปลอมเป็นขันทีมาจับตัวข้าไปกำจัด

น้าโจเคยเป็นนางกำนัลในวัง จึงสังเกตเห็นว่าตราประทับบนราชโองการขาดปลายปีกหงส์ไปหนึ่งเส้น

นางนำหยกของฮองเฮาออกมา พร้อมขู่ว่าหากพวกเขาไม่ถอย นางจะส่งสัญญาณเรียกกองกำลังรักษาพระองค์ทันที

คนเหล่านั้นจึงรีบหลบหนี

แต่น้าโจไม่ยอมบอกความจริงกับข้า

นางเพียงให้ข้าพาน้องชายกับน้องสาวไปเดินตลาด ซื้อของอร่อยกินเพื่อปลอบขวัญ

ที่ตลาด ข้าบังเอิญชนเข้ากับชายหนุ่มผู้หนึ่ง

เขาสวมชุดสีครามธรรมดา แต่ท่าทางสง่างามจนไม่เหมือนบุตรชายชาวบ้าน

เกี๊ยวในมือข้าหกใส่เสื้อเขาทั้งชาม

ข้ารีบขอโทษ พร้อมเสนอว่าจะซักเสื้อให้

เขากลับมองเกี๊ยวที่ตกอยู่บนพื้นแล้วถามว่า

“เจ้าเป็นสวีหยวนหยวนหรือ”

ข้าถอยหลังทันที

“ท่านรู้จักข้าได้อย่างไร”

ก่อนเขาจะตอบ ลูกธนูดอกหนึ่งก็พุ่งมาจากหลังคา

ชายหนุ่มผลักข้าหลบ

คนชุดดำหลายคนกระโดดลงมาปิดล้อมพวกเรา

ข้าไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แต่เห็นเขาถูกศัตรูรุมโจมตีเพียงลำพัง จึงคว้าถุงแป้งบนแผงข้างทางขว้างใส่หน้าคนร้าย จากนั้นยกหม้อน้ำซุปร้อนขึ้นขวาง

ความวุ่นวายเปิดโอกาสให้องครักษ์ที่ซ่อนตัวอยู่เข้ามาช่วย

คนร้ายถูกจับได้หนึ่งคน

ก่อนถูกลากตัวไป เขากลับจ้องหยกหงส์ที่ห้อยอยู่ข้างเอวของข้า

ตอนนั้นเอง ชายหนุ่มในชุดครามก็มองเห็นหยกเช่นกัน

“หยกชิ้นนี้มาจากไหน”

“หญิงผู้หนึ่งทิ้งไว้ที่บ้านข้า”

“นางชื่ออะไร”

“เจิ้งเหนียนจื่อ”

สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย

หลังจากนั้นเขาจึงแนะนำตัวว่าชื่อจ้าวจิ่งเหยียน เป็นขุนนางผู้ตรวจการที่กำลังสืบเรื่องการเกณฑ์ทหารอย่างผิดกฎหมาย

ข้าไม่รู้เลยว่า นั่นเป็นชื่อจริงของรัชทายาทแห่งต้าเยี่ยน

เขาปลอมตัวออกจากวังเพื่อตามหาผู้ที่ลอบสังหารพระมารดา

และวันนี้เขาก็มาตามหาข้าโดยเฉพาะ

จิ่งเหยียนพาพวกเราไปส่งถึงบ้าน

เมื่อพบว่าน้าโจเคยอยู่ในวัง เขาก็ถามถึงขันทีปลอมทันที

น้าโจจึงยอมเล่าความจริงทั้งหมด

จดหมายที่ฮองเฮาทิ้งไว้มีรายชื่อขุนนางซึ่งร่วมกันฝ่าฝืนพระราชโองการ จับชาวบ้านไปขายให้กองทัพชายแดน และยักยอกเบี้ยเลี้ยงทหาร

อัครมหาเสนาบดีเว่ยรู้ว่าจดหมายอาจอยู่กับครอบครัวข้า จึงพยายามกำจัดพวกเราก่อนที่หลักฐานจะถึงมือราชสำนัก

คืนนั้น บ้านของเราถูกลอบวางเพลิง

โชคดีที่จิ่งเหยียนเตรียมทหารเอาไว้ล่วงหน้า ทุกคนจึงรอดชีวิต

แต่หลังจากเหตุการณ์นั้น ข้าก็เข้าใจว่า ตราบใดที่ผู้บงการยังมีอำนาจ ครอบครัวของข้าจะไม่มีวันปลอดภัย

ข้าจึงตัดสินใจเข้าวังพร้อมหลักฐาน

เมื่อเดินเข้าไปในตำหนัก ข้าเห็นเจิ้งเหนียนจื่อนั่งอยู่บนบัลลังก์หงส์

นางไม่ได้เป็นภรรยาพ่อค้าผ้า

นางคือฮองเฮาแห่งแคว้นต้าเยี่ยน

ส่วนจ้าวจิ่งเหยียน ผู้ที่ข้าทำเกี๊ยวหกใส่และเคยเรียกว่าเจ้าหน้าตายตลอดทาง คือรัชทายาทผู้สูงศักดิ์ที่ทุกคนกล่าวกันว่าเย็นชาดุจน้ำแข็ง

ข้าตกใจจนคุกเข่าลงแทบไม่ทัน

ฮองเฮากลับเดินลงมาประคองข้าด้วยพระองค์เอง

“ครั้งแรกเจ้าช่วยชีวิตข้าโดยไม่รู้ว่าข้าเป็นใคร วันนี้เจ้าก็ยอมเสี่ยงชีวิตนำหลักฐานเข้าวัง ทั้งที่รู้ว่าศัตรูมีอำนาจเพียงใด”

พระองค์มองรัชทายาท ก่อนยิ้มอย่างมีความหมาย

“ดูเหมือนสายตาของข้าจะไม่ผิดจริง ๆ”

ข้ายังไม่เข้าใจคำพูดนั้น จนกระทั่งฮองเฮาประกาศว่าจะให้ข้าเข้าร่วมการคัดเลือกพระชายารัชทายาท

ข่าวนี้ทำให้บรรดาคุณหนูจากตระกูลขุนนางไม่พอใจอย่างมาก

โดยเฉพาะเว่ยชิงหลัว บุตรสาวของอัครมหาเสนาบดีเว่ย

นางกล่าวต่อหน้าทุกคนว่า

“หญิงขายเกี๊ยวที่อ่านหนังสือแทบไม่ออก จะยืนเคียงข้างรัชทายาทได้อย่างไร”

ข้าไม่ได้โกรธ

“ข้าอ่านหนังสือได้น้อยจริง แต่ข้าแยกออกว่าอะไรถูก อะไรผิด และไม่เคยใช้ความรู้ของตัวเองเบียดเบียนชาวบ้าน”

ใบหน้าของนางแดงก่ำ

นับจากวันนั้น เว่ยชิงหลัวก็พยายามกำจัดข้าทุกวิถีทาง

คืนก่อนการไต่สวนคดี นางให้คนขโมยหยกหงส์จากห้องของข้า แล้วกล่าวหาว่าข้าเป็นผู้ขโมยของฮองเฮามาตั้งแต่แรก

แต่ข้าจำได้ว่า ตอนใช้หยกบดสมุนไพรให้ฮองเฮาในหมู่บ้าน มุมด้านหนึ่งเคยกระแทกกับครกจนเกิดรอยบิ่นเล็ก ๆ

หยกที่เว่ยชิงหลัวนำมาแสดงกลับไม่มีรอยนั้น

ของในมือนางเป็นของปลอม

ส่วนหยกของจริง น้าโจเย็บซ่อนไว้ใต้ปกเสื้อของข้าตั้งแต่ก่อนออกจากบ้าน

แผนของนางจึงย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง

แต่เว่ยชิงหลัวยังไม่ยอมแพ้

ในงานเลี้ยงคืนต่อมา รัชทายาทล้มลงหลังจากกินเกี๊ยวที่ข้าทำ

ทุกสายตาหันมามองข้า

อัครมหาเสนาบดีเว่ยรีบสั่งให้ทหารจับตัวข้าทันที

แต่ข้ากลับหยิบชามใส่เกี๊ยวขึ้นมาดม

กลิ่นยาพิษไม่ได้อยู่ในไส้เกี๊ยว แต่อยู่ตรงขอบชาม

ใครบางคนทาพิษไว้ตรงจุดที่ริมฝีปากของรัชทายาทจะสัมผัส

ข้ายังสังเกตเห็นผงแป้งสีขาวติดอยู่บนแขนเสื้อของนางกำนัลคนหนึ่ง

แป้งชนิดนั้นไม่ได้มาจากห้องครัวของข้า แต่เป็นแป้งหอมที่ใช้เฉพาะในจวนตระกูลเว่ย

นางกำนัลรับสารภาพในที่สุด

คำสั่งวางยามาจากเว่ยชิงหลัว

และผู้ที่อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารฮองเฮา การเกณฑ์ทหารอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงขันทีปลอม ก็คือบิดาของนาง

ที่แท้รัชทายาทไม่ได้รับพิษจริง

เขากับฮองเฮาวางแผนแสร้งหมดสติ เพื่อบังคับให้ศัตรูรีบลงมือและเปิดเผยหลักฐานทั้งหมด

อัครมหาเสนาบดีเว่ยกับบุตรสาวถูกจับ

ขุนนางที่ร่วมขบวนการถูกลงโทษ

ชายชาวบ้านที่ถูกบังคับไปเป็นทหารได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน พร้อมเงินชดเชยจากราชสำนัก

หลังทุกอย่างสิ้นสุด ฮองเฮาต้องการออกพระราชโองการแต่งตั้งข้าเป็นพระชายารัชทายาททันที

แต่ข้ากลับคุกเข่าปฏิเสธ

“หม่อมฉันเคารพพระองค์และซาบซึ้งในพระกรุณา แต่การแต่งงานเป็นเรื่องของคนสองคน หม่อมฉันไม่ต้องการให้รัชทายาทแต่งกับหม่อมฉันเพราะต้องการตอบแทนบุญคุณ”

จิ่งเหยียนมองข้าอยู่นาน ก่อนกล่าวว่า

“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะไม่แต่งกับเจ้าเพราะพระราชโองการ”

สามวันต่อมา เขาถอดชุดรัชทายาท สวมเสื้อผ้าธรรมดา และเดินทางไปยังบ้านของข้าโดยไม่มีขบวนเกียรติยศ

เขาคุกเข่าต่อหน้าท่านพ่อและน้าโจ ขออนุญาตแต่งงานกับข้าอย่างถูกต้อง

น้าโจไม่สนใจว่าเขาเป็นรัชทายาท

นางยื่นแป้งหนึ่งถังให้เขา แล้วบอกว่า

“หากต้องการแต่งกับหยวนหยวน ก็ห่อเกี๊ยวให้ได้หนึ่งร้อยชิ้นก่อนพระอาทิตย์ตก ห้ามแตกแม้แต่ชิ้นเดียว”

จิ่งเหยียนใช้เวลาทั้งวัน

เกี๊ยวชิ้นแรกของเขาดูคล้ายก้อนหิน

ชิ้นที่สองไส้ทะลัก

ชิ้นที่สามติดอยู่กับโต๊ะจนดึงไม่ออก

น้อง ๆ ของข้าหัวเราะกันจนปวดท้อง

แต่เขาไม่ยอมแพ้

ก่อนพระอาทิตย์ตก เขาวางเกี๊ยวชิ้นที่หนึ่งร้อยลงบนถาด แม้รูปร่างจะยังน่าเกลียด แต่แป้งไม่แตกและไส้ไม่รั่ว

น้าโจจึงยอมพยักหน้า

หนึ่งเดือนต่อมา ข้าแต่งเข้าตำหนักบูรพา

แต่ข้าไม่เคยลืมว่าตนเองเคยเป็นหญิงขายเกี๊ยว

ข้ากับจิ่งเหยียนก่อตั้งโรงครัวหลวงสำหรับแจกอาหารแก่ครอบครัวทหารและชาวบ้านที่ประสบภัย

เรายังออกกฎใหม่ ห้ามเกณฑ์เด็กอายุต่ำกว่ากำหนด และห้ามนำชายมากกว่าหนึ่งคนจากครอบครัวเดียวกันเข้ากองทัพ

หลายปีต่อมา จิ่งเหยียนขึ้นครองราชย์

ส่วนข้ากลายเป็นฮองเฮา

ผู้คนเล่ากันว่า ข้าโชคดีเพราะเคยช่วยหญิงสูงศักดิ์คนหนึ่งเอาไว้ข้างทาง

แต่ข้าไม่คิดเช่นนั้น

ในวันที่ข้าช่วยเจิ้งเหนียนจื่อ ข้าไม่รู้ว่านางเป็นฮองเฮา ไม่รู้ว่านางจะตอบแทนข้า และไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้เข้าไปอยู่ในวัง

ข้าเพียงเห็นคนผู้หนึ่งกำลังจะตาย และไม่อาจทอดทิ้งนางได้

เงินห้าตำลึงที่ทุกคนเคยบอกว่าข้าเสียไปอย่างโง่เขลา ไม่ได้ซื้อเพียงชีวิตของฮองเฮา

มันช่วยท่านพ่อกับน้องชายของข้า

ช่วยชาวบ้านนับพันจากการเกณฑ์ทหารที่ไม่เป็นธรรม

และเปลี่ยนหญิงขายเกี๊ยวธรรมดาคนหนึ่ง ให้กลายเป็นมารดาแห่งแผ่นดิน

แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ข้าได้รับ ไม่ใช่ตำแหน่งหรือทรัพย์สมบัติ

มันคือการได้รู้ว่า ต่อให้โลกนี้เต็มไปด้วยคนเจ้าเล่ห์และโหดร้ายเพียงใด

ความเมตตาที่มอบให้ผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ก็อาจย้อนกลับมาเปลี่ยนชะตาชีวิตของเราในวันที่คาดไม่ถึงที่สุด

Leave a Comment