คืนที่ฉันถูกไล่ออกจากงานหมั้น ฉันทิ้งแหวนหยกไว้—เช้าวันต่อมา ทั้งตระกูลถูกปลดจากบริษัท

“ผู้หญิงอย่างเธอ ไม่มีสิทธิ์ใช้นามสกุลกู้”

ประโยคนั้นดังขึ้นกลางงานหมั้นของฉันเอง พร้อมกับไวน์แดงที่ถูกสาดลงบนชุดสีครีม

แขกกว่าสองร้อยคนเงียบกริบ

ส่วนกู้เหวินเฉิน ผู้ชายที่เคยสัญญาว่าจะปกป้องฉันไปตลอดชีวิต กลับยืนอยู่ข้างซูเยว่ ผู้หญิงที่เขาแอบคบมานานเกือบหนึ่งปี

ดูเรื่องเต็มได้ที่นี่

เขาไม่แม้แต่จะยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ฉัน

“เหมยอวี้ เราจบกันเถอะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ฉันเพิ่งรู้ว่าเธอปิดบังชาติกำเนิดมาตลอด เธอไม่ใช่ลูกสาวแท้ ๆ ของตระกูลเฉินด้วยซ้ำ”

เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบห้องจัดเลี้ยง

ซูเยว่ยิ้มบาง ๆ ก่อนเปิดเอกสารชุดหนึ่งบนจอใหญ่ ภายในนั้นมีทั้งทะเบียนบ้าน ใบรับรองการรับเลี้ยง และภาพเก่า ๆ ของฉันตอนอยู่สถานสงเคราะห์

ทุกอย่างเป็นของจริง

ฉันไม่เคยโกหกว่าเป็นลูกแท้ ๆ ของตระกูลเฉิน แต่ฉันก็ไม่เคยเล่าเรื่องอดีต เพราะคุณตาเฉิน ผู้รับฉันมาเลี้ยง สั่งไว้ก่อนเสียชีวิตว่าอย่าเปิดเผยสิ่งใดจนกว่าฉันจะอายุครบยี่สิบเจ็ดปี

และวันนี้ก็คือวันเกิดครบรอบยี่สิบเจ็ดปีของฉัน

แม่ของเหวินเฉินเดินเข้ามากระชากแหวนหมั้นออกจากนิ้วฉัน

“ตระกูลกู้เลี้ยงดูเธอ ให้เธอทำงานในบริษัท และยังยอมให้หมั้นกับลูกชายฉัน แต่เธอกลับตอบแทนเราด้วยการหลอกลวง”

ฉันมองไปยังชายที่ยืนข้างเธอ

“เหวินเฉิน นายก็คิดว่าฉันหลอกนายหรือ”

เขาหลบตาเพียงเสี้ยววินาที แล้วตอบว่า

“ความรักที่เริ่มจากคำโกหก ไม่มีค่าพอให้รักษาไว้”

ฉันเกือบหัวเราะออกมา

ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ฉันเป็นคนเขียนระบบวิเคราะห์ความเสี่ยงที่ช่วยให้บริษัทกู้กรุ๊ปรอดจากการล้มละลาย

แต่ชื่อบนผลงานกลับเป็นของเหวินเฉิน

ฉันเป็นคนเจรจากับนักลงทุนตอนเขาถูกพักงาน

แต่วันที่โครงการสำเร็จ เขากลับพาซูเยว่ขึ้นเวทีในฐานะหัวหน้าทีม

ฉันเคยคิดว่าความรักคือการไม่คำนวณว่าใครให้มากกว่า

จนกระทั่งคืนนี้ ฉันจึงเข้าใจว่า คนบางคนไม่ได้มองความเสียสละของเราเป็นความรัก

พวกเขามองมันเป็นของฟรี

ฉันถอดสร้อยเส้นเล็กออกจากคอ ที่ปลายสร้อยมีแหวนหยกสีเขียวเข้มวงหนึ่ง มันเก่า เรียบ และแทบไม่มีราคาในสายตาคนทั่วไป

คุณตาเฉินมอบมันให้ฉันก่อนตาย พร้อมกำชับว่า เมื่อฉันถูกผลักจนไม่มีที่ยืน ให้เปิดกล่องนิรภัยหมายเลข 0719 ด้วยแหวนวงนี้

ฉันวางมันลงบนโต๊ะตรงหน้าเหวินเฉิน

“ถ้าอย่างนั้น สิ่งที่ฉันเคยให้ตระกูลกู้ทั้งหมด ก็ถือว่าเป็นค่าตอบแทนสำหรับห้าปีที่ผ่านมา”

แม่ของเขาหัวเราะเยาะ

“คิดว่าแหวนเก่า ๆ วงเดียวจะทำให้พวกเรารู้สึกผิดหรือ”

“ไม่ค่ะ” ฉันตอบ “มันไม่ได้มีไว้ทำให้พวกคุณรู้สึกผิด”

ฉันหันหลังเดินออกจากงาน โดยไม่ร้องไห้แม้แต่หยดเดียว

ด้านหลัง ซูเยว่หยิบแหวนขึ้นมาดูอย่างดูถูก ก่อนโยนมันให้พนักงานเก็บของ

เธอไม่รู้ว่า หญิงชราคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่มุมห้องเห็นตราสลักด้านในของแหวนอย่างชัดเจน

และทันทีที่เห็นมัน มือของเธอก็สั่นจนแก้วชาตกแตก

หญิงคนนั้นคือหลินซูเจิน ประธานผู้ก่อตั้งหลินโฮลดิ้ง บริษัทแม่ที่ถือหุ้นใหญ่ในกู้กรุ๊ป

คืนนั้น ตอนตีหนึ่ง ประตูห้องเช่าของฉันถูกเคาะ

เมื่อเปิดออก ฉันเห็นรถสีดำหกคันจอดเรียงอยู่ริมถนน ชายชุดดำยืนเป็นแถว ส่วนหญิงชราจากงานหมั้นยืนอยู่หน้าประตูพร้อมแหวนหยกของฉัน

เธอมองหน้าฉันอยู่นาน ก่อนถามด้วยเสียงสั่น

“แม่ของเธอชื่อหลินชิงหลันใช่ไหม”

หัวใจฉันหยุดเต้นไปชั่วขณะ

ชื่อนั้นเป็นชื่อเดียวที่คุณตาเฉินไม่เคยยอมพูดถึง

“คุณรู้จักแม่ฉันหรือคะ”

หญิงชรากำแหวนแน่น น้ำตาค่อย ๆ ไหลลงบนใบหน้า

“เธอเป็นลูกสาวของฉัน และเธอ…คือหลานสาวที่ฉันตามหามายี่สิบเจ็ดปี”

ฉันควรจะดีใจ

แต่สิ่งแรกที่ฉันถามกลับไม่ใช่ว่าเหตุใดเธอจึงเพิ่งมาหา

ฉันถามว่า

“ถ้าตามหาฉันมานาน ทำไมตอนที่แม่ตายถึงไม่มีใครอยู่ข้างเธอเลย”

สีหน้าของหลินซูเจินเปลี่ยนไปทันที

เธอพาฉันไปยังธนาคารเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งเปิดห้องนิรภัยให้เราในตอนกลางดึก

กล่องหมายเลข 0719 ใช้กุญแจธรรมดาไม่ได้ ช่องล็อกถูกสร้างให้รับตราสลักจากแหวนหยกเท่านั้น

ภายในกล่องมีพินัยกรรม หุ้นจำนวนสามสิบสองเปอร์เซ็นต์ของหลินโฮลดิ้ง สมุดบันทึกของแม่ และอุปกรณ์บันทึกเสียงรุ่นเก่า

เสียงแม่ดังขึ้นหลังจากเงียบหายไปยี่สิบเจ็ดปี

“ถ้าเหมยอวี้ได้ฟังข้อความนี้ แปลว่าแม่อาจไม่มีโอกาสได้เห็นลูกเติบโต”

ฉันกำมือจนเล็บจิกฝ่ามือ

แม่เล่าว่า ก่อนเสียชีวิต เธอตรวจพบว่ากู้จื้อหมิง พ่อของเหวินเฉิน ยักยอกเงินจากบริษัทและใช้บริษัทเงาฟอกเงินผ่านโครงการอสังหาริมทรัพย์

เธอกำลังจะส่งหลักฐานให้ตำรวจ แต่รถของเธอเกิดอุบัติเหตุเสียก่อน

รายงานระบุว่าเป็นความผิดพลาดของระบบเบรก

แต่ช่างที่ตรวจรถหายตัวไปในวันรุ่งขึ้น

สิ่งที่ทำให้ฉันเจ็บยิ่งกว่านั้น คือคุณยายหลินรู้ว่าการตายของแม่มีเงื่อนงำ

แต่เธอยอมปิดคดี เพื่อรักษาข้อตกลงทางธุรกิจกับตระกูลกู้และป้องกันไม่ให้หลินโฮลดิ้งพังทลาย

“ฉันคิดว่าการรักษาบริษัทไว้ จะทำให้ฉันมีอำนาจตามหาเธอ” คุณยายพูดทั้งน้ำตา “แต่สุดท้าย ฉันกลับรักษาทุกอย่างไว้ได้ ยกเว้นลูกสาวของตัวเอง”

ฉันมองผู้หญิงที่เป็นญาติคนเดียวของฉัน และพบว่าความอบอุ่นกับความโกรธสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้จริง

“หนูจะไม่เรียกคุณว่ายาย เพียงเพราะเรามีสายเลือดเดียวกัน”

เธอพยักหน้า

“ฉันเข้าใจ”

“และหนูจะไม่รับหุ้น ถ้าต้องแลกกับการเงียบเหมือนที่แม่เคยถูกบังคับให้เงียบ”

ฉันวางเงื่อนไขสามข้อ

หนึ่ง เปิดหลักฐานทั้งหมดต่อสาธารณะ

สอง คืนเงินให้พนักงานและนักลงทุนที่ได้รับความเสียหายจากกู้กรุ๊ป

สาม คุณยายต้องลงจากตำแหน่งประธาน เพื่อรับผิดชอบต่อการปกปิดความจริงในอดีต

เธอนิ่งไปนาน ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเรียกประชุมคณะกรรมการฉุกเฉินในเวลาเก้าโมงเช้า

เช้าวันต่อมา เหวินเฉินเดินเข้าห้องประชุมด้วยสีหน้ามั่นใจ

เขาคิดว่าการประชุมถูกจัดขึ้นเพื่อประกาศการควบรวมกิจการ และเชื่อว่าตัวเองจะได้รับตำแหน่งรองประธานคนใหม่

ซูเยว่นั่งข้างเขาในชุดสีแดงตัวเดิม ราวกับต้องการย้ำว่าผู้ชนะในคืนที่ผ่านมาเป็นใคร

เมื่อประตูเปิด ฉันเดินเข้าไปในชุดสูทสีงาช้าง

รอยยิ้มบนใบหน้าของทั้งคู่หายไปทันที

“เธอเข้ามาที่นี่ได้ยังไง” เหวินเฉินถาม

ฉันวางแหวนหยกและเอกสารสิทธิ์ลงบนโต๊ะ

คุณยายหลินลุกขึ้นประกาศต่อหน้ากรรมการทุกคนว่า

“ตั้งแต่วินาทีนี้ หลินเหมยอวี้คือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของหลินโฮลดิ้ง และเป็นทายาทโดยชอบธรรมของหลินชิงหลัน”

ห้องประชุมเงียบสนิท

ซูเยว่เป็นคนแรกที่หัวเราะ

“เป็นไปไม่ได้ แค่แหวนวงเดียวจะพิสูจน์อะไรได้”

ทนายเปิดผลตรวจดีเอ็นเอ พินัยกรรมที่รับรองโดยศาล และบันทึกการโอนหุ้นที่ถูกเก็บไว้นานกว่ายี่สิบปี

จากนั้นฉันเปิดหน้าจออีกชุด

ข้อมูลบนจอไม่ใช่เรื่องชาติกำเนิดของฉัน

แต่เป็นเส้นทางเงินกว่าสองพันล้านหยวนที่ไหลออกจากกู้กรุ๊ปไปยังบริษัทสิบเจ็ดแห่ง

หนึ่งในบริษัทเหล่านั้นจดทะเบียนในชื่อแม่ของซูเยว่

ใบหน้าของเธอซีดเผือด

“ฉันไม่รู้เรื่องนี้”

“เธออาจไม่รู้เรื่องเงิน” ฉันตอบ “แต่เธอรู้เรื่องไฟล์ที่ขโมยจากคอมพิวเตอร์ฉัน”

ระบบวิเคราะห์ความเสี่ยงที่เหวินเฉินอ้างว่าเป็นผลงานของเขา มีรหัสติดตามซ่อนอยู่ทุกเวอร์ชัน ฉันสร้างมันไว้ตั้งแต่วันที่พบว่าเขาแอบส่งงานของฉันให้ซูเยว่

ฉันไม่ได้เงียบเพราะโง่

ฉันเงียบเพื่อดูว่า พวกเขาจะพาตัวเองไปไกลแค่ไหน

และรหัสนั้นก็พาฉันไปถึงบัญชีลับของกู้จื้อหมิง รวมถึงไฟล์ซ่อมรถของแม่ที่ถูกสแกนเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์เก่า

ประตูห้องประชุมเปิดออกอีกครั้ง

เจ้าหน้าที่สอบสวนเดินเข้ามาพร้อมหมายค้น

พ่อของเหวินเฉินพยายามหนีออกทางประตูด้านข้าง แต่ถูกควบคุมตัวไว้ต่อหน้าทุกคน

เหวินเฉินหันมาจับแขนฉัน

“เหมยอวี้ ฟังฉันก่อน ฉันไม่รู้เรื่องที่พ่อทำ ฉันยอมรับว่าฉันใช้ผลงานของเธอ แต่ฉันทำเพราะต้องการขึ้นไปอยู่ในจุดที่คู่ควรกับเธอ”

ฉันค่อย ๆ ดึงแขนออก

“เมื่อคืน นายบอกว่าความรักที่เริ่มจากคำโกหกไม่มีค่าพอให้รักษาไว้”

ฉันมองเขาตรง ๆ

“วันนี้ฉันคืนประโยคนั้นให้นาย”

ซูเยว่ร้องไห้และกล่าวโทษว่าเหวินเฉินเป็นคนบังคับเธอทุกอย่าง แต่หลักฐานในโทรศัพท์แสดงให้เห็นว่า เธอเป็นคนจ้างนักสืบขุดอดีตของฉัน และเป็นคนเสนอให้เปิดโปงฉันกลางงานหมั้น เพื่อบีบให้ฉันยอมเซ็นสละสิทธิ์ในผลงาน

ในที่สุด ทั้งคู่ถูกปลดออกจากทุกตำแหน่ง

เหวินเฉินถูกดำเนินคดีฐานละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและช่วยปกปิดบัญชีปลอม

ซูเยว่ถูกฟ้องฐานขโมยข้อมูลและสมรู้ร่วมคิดฉ้อโกง

ส่วนกู้จื้อหมิงต้องเผชิญกับคดีอาญาที่เขาหลบหนีมานานเกือบสามทศวรรษ

หลายคนคิดว่าหลังจากนั้น ฉันคงรับตำแหน่งประธานและใช้ชีวิตอย่างทายาทมหาเศรษฐี

แต่ฉันไม่ได้ต้องการบัลลังก์ที่สร้างขึ้นจากความเงียบของแม่

ฉันให้คณะกรรมการตั้งผู้บริหารมืออาชีพ เปิดบัญชีบริษัททั้งหมดให้ตรวจสอบ และจัดตั้งกองทุนในชื่อหลินชิงหลัน เพื่อช่วยเหลือพนักงานที่ถูกขโมยผลงานหรือถูกผู้มีอำนาจบังคับให้ปิดปาก

คุณยายทำตามเงื่อนไขและลงจากตำแหน่ง

เธอไม่ได้ขอให้ฉันให้อภัยอีก

ทุกวันอาทิตย์ เธอเพียงมานั่งกินข้าวกับฉันที่ร้านเล็ก ๆ ซึ่งคุณตาเฉินเคยพาไปตอนเด็ก

หลายเดือนผ่านไป ฉันจึงเรียกเธอว่า “คุณยาย” เป็นครั้งแรก

เธอร้องไห้ แต่ไม่ได้พูดอะไร

ส่วนแหวนหยกวงนั้น ฉันไม่ได้สวมมัน

ฉันนำมันไปวางไว้ในพิพิธภัณฑ์ของมูลนิธิ ใต้แผ่นป้ายที่เขียนว่า

“ของบางอย่างไม่ได้มีค่าเพราะราคาของมัน แต่มีค่าเพราะความจริงที่ไม่มีใครสามารถฝังไว้ได้ตลอดไป”

คืนที่ถูกไล่ออกจากงานหมั้น ฉันสูญเสียคู่หมั้น ครอบครัวที่คิดว่าจะได้แต่งเข้าไป และอนาคตที่เคยวางแผนไว้ทั้งหมด

แต่เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันได้ชื่อของตัวเองกลับคืนมา

และฉันได้เรียนรู้ว่า การแก้แค้นที่ดีที่สุดไม่ใช่การทำให้คนที่เคยดูถูกเราคุกเข่า

แต่คือการลุกขึ้นยืน จนพวกเขาไม่มีวันมีอำนาจทำให้เราต้องก้มหน้าได้อีก

Leave a Comment