แม่เลี้ยงเดี่ยวอุ้มลูกแฝดบุกห้องประชุม ถูกอดีตสามีไล่ออกต่อหน้าทุกคน—แต่เอกสารแผ่นเดียวกลับทำให้เขาสูญเสียทุกสิ่ง!

“พาผู้หญิงคนนี้กับเด็กสองคนนั้นออกไปจากห้องประชุมเดี๋ยวนี้!”

เสียงของคังแทจุน ประธานหนุ่มแห่งแดฮันกรุ๊ป ดังลั่นไปทั่วห้องประชุมชั้นบนสุด

กรรมการบริหารทุกคนหันมามองหญิงสาวในชุดกระโปรงลายดอก ผู้กำลังอุ้มทารกฝาแฝดไว้แนบอก เด็กคนหนึ่งเริ่มร้องเพราะตกใจกับเสียงตะโกน ส่วนอีกคนกำชายเสื้อของมารดาไว้แน่น

ไม่มีใครรู้ว่านางผ่านเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขึ้นมาถึงที่นี่ได้อย่างไร

และไม่มีใครคาดคิดว่า เพียงไม่กี่นาทีหลังจากนี้ ผู้หญิงที่ดูเหมือนไม่มีอะไรเลย จะทำให้ประธานบริษัท ผู้บริหารระดับสูง และทายาทตระกูลมหาเศรษฐีหลายคนต้องคุกเข่าขอความเมตตา!

▶ รับชมฉบับเต็มได้ที่นี่

คังแทจุนชี้หน้าหญิงสาวด้วยมือสั่น

“ฮันซอยอน เราหย่ากันไปแล้ว เจ้าต้องการเงินเท่าไรก็พูดมา แต่อย่าเอาเด็กที่ไม่รู้ว่าเป็นลูกของใครมาสร้างเรื่องในบริษัทของข้า!”

คำพูดนั้นทำให้คนทั้งห้องเริ่มซุบซิบ

หญิงสาวที่ชื่อฮันซอยอนไม่โต้เถียง นางเพียงปลอบลูกทั้งสอง ก่อนวางซองเอกสารสีขาวลงบนโต๊ะ

“ข้าไม่ได้มาขอเงิน”

นางเงยหน้ามองอดีตสามีด้วยแววตาที่สงบนิ่งจนน่ากลัว

“ข้ามาเอาบริษัทของข้าคืน”

คังแทจุนหัวเราะอย่างดูแคลน

“บริษัทของเจ้าอย่างนั้นหรือ? เจ้าคงเสียสติไปแล้ว!”

ซอยอนเลื่อนเอกสารไปตรงหน้าเขา

“ก่อนจะไล่ข้าออก ลองอ่านหน้าสุดท้ายให้ดี เพราะตั้งแต่วินาทีนี้ คนที่ไม่มีสิทธิ์นั่งอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้…คือเจ้า”

รอยยิ้มบนใบหน้าคังแทจุนค่อย ๆ หายไป เมื่อเห็นลายเซ็นและตราประทับสีแดงบนเอกสาร

มันคือคำสั่งประชุมผู้ถือหุ้นฉุกเฉิน พร้อมหลักฐานการถือครองหุ้นจำนวนห้าสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์

ชื่อของเจ้าของหุ้นเหล่านั้นคือ—

ฮันซอยอน!

หญิงสาวที่เคยยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อความรัก

เมื่อสามปีก่อน ฮันซอยอนไม่ใช่แม่เลี้ยงเดี่ยวในชุดราคาถูกอย่างที่ทุกคนเห็น

นางเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของฮันจองกุก ผู้ก่อตั้งมีแรกรุ๊ป กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่ถือครองโรงพยาบาล บริษัทเทคโนโลยี และอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศ

แต่นางไม่เคยเปิดเผยฐานะของตน

หลังมารดาเสียชีวิต บิดาแต่งงานใหม่กับโอมีรัน หญิงผู้ภายนอกดูอ่อนโยน แต่เบื้องหลังกลับพยายามควบคุมทุกอย่างในตระกูล

มีรันมีบุตรสาวติดมาหนึ่งคนชื่อฮันยูรา

แม้ยูราจะไม่ได้มีสายเลือดของตระกูลฮัน นางกลับใช้ชีวิตราวกับเป็นทายาทตัวจริง ขณะที่ซอยอนถูกกดดันให้แต่งงานกับบุตรชายตระกูลใหญ่เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ

ซอยอนปฏิเสธ

เพราะนางรักคังแทจุน ชายหนุ่มธรรมดาที่ไม่มีเงิน ไม่มีเส้นสาย และยังเป็นเพียงพนักงานระดับล่างในบริษัทเล็ก ๆ

วันที่ทั้งสองแต่งงาน บิดาของซอยอนเตือนนางว่า

“ชายคนนี้อาจรักเจ้าในวันที่เขาไม่มีอะไร แต่ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อเขามีทุกอย่างแล้ว เขาจะยังรักเจ้าอยู่หรือไม่”

ซอยอนไม่เชื่อคำเตือนนั้น

นางยอมออกจากบ้าน ยอมทิ้งสิทธิ์ในกองมรดก และเริ่มต้นชีวิตในห้องเช่าขนาดเล็กกับแทจุน

ตอนที่เขาต้องการเปิดบริษัท นางขายเครื่องประดับชิ้นสุดท้ายที่มารดาทิ้งไว้ให้

ตอนที่ไม่มีนักลงทุนคนใดเชื่อในตัวเขา นางเป็นคนเขียนแผนธุรกิจ ติดต่อพันธมิตร และพัฒนาเทคโนโลยีที่ต่อมากลายเป็นสินค้าหลักของบริษัท

คืนหนึ่ง แทจุนจับมือของนางแล้วสัญญา

“วันที่ข้าประสบความสำเร็จ ข้าจะทำให้เจ้าเป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดในโลก”

ซอยอนเชื่อทุกคำพูด

แต่วันนั้นไม่เคยมาถึง

ยิ่งบริษัทเติบโต แทจุนก็ยิ่งกลับบ้านดึกขึ้น เขาเริ่มอายภรรยาที่แต่งตัวธรรมดา และไม่ยอมพานางไปงานสังคม

ในขณะเดียวกัน ยูราก็เข้ามาร่วมลงทุนในบริษัทของเขา โดยไม่บอกว่าตนเองเป็นน้องสาวต่างมารดาของซอยอน

นางสวมเสื้อผ้าราคาแพง มีรถหรู และแนะนำตัวว่าเป็นทายาทของมีแรกรุ๊ป

แทจุนเริ่มเปรียบเทียบภรรยากับยูรา

เขาไม่รู้เลยว่า เงินที่ยูรานำมาลงทุนเป็นเงินของครอบครัวซอยอน และเทคโนโลยีที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จก็เป็นผลงานของภรรยาที่เขาเริ่มดูถูก

ผลตรวจดีเอ็นเอที่ทำลายครอบครัว

วันที่ซอยอนรู้ว่าตนตั้งครรภ์ลูกแฝด นางรีบไปที่บริษัทเพื่อบอกข่าวดีแก่สามี

แต่เมื่อมาถึง นางกลับเห็นยูรากำลังกอดแทจุนอยู่ในห้องทำงาน

ยูราแสร้งร้องไห้และบอกว่า มีชายแปลกหน้ามาส่งภาพลับของซอยอนให้ นางจึงต้องรีบนำมาเตือนเขา

ในภาพ ซอยอนกำลังเข้าโรงแรมกับชายวัยกลางคน

ความจริง ชายคนนั้นคือทนายประจำตระกูล ซึ่งนัดพบนางเพื่อมอบเอกสารสิทธิบัตร แต่ภาพถูกตัดต่อให้ดูเหมือนทั้งสองมีความสัมพันธ์ลับ

ซอยอนพยายามอธิบาย ทว่าแทจุนไม่ยอมฟัง

เมื่อเขารู้ว่านางตั้งครรภ์ เขากลับถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“เด็กในท้องเป็นลูกของข้าจริงหรือ?”

คำถามนั้นทำให้หัวใจของซอยอนแตกสลาย

นางไม่เคยคิดว่า ชายที่เคยสัญญาจะเชื่อใจนางมากกว่าผู้ใด จะกล่าวหานางโดยอาศัยเพียงภาพไม่กี่ภาพ

หลายเดือนต่อมา ยูรานำผลตรวจดีเอ็นเอก่อนคลอดมาให้แทจุนดู

เอกสารระบุว่า เด็กทั้งสองไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับเขา

มันเป็นผลตรวจปลอม

แต่แทจุนไม่รู้ เขาโยนเอกสารใส่หน้าภรรยาและสั่งให้นางออกจากบ้าน

คืนนั้นฝนตกหนัก ซอยอนซึ่งกำลังตั้งครรภ์เจ็ดเดือนยืนอยู่หน้าประตูพร้อมกระเป๋าใบเดียว

นางถามเขาเป็นครั้งสุดท้าย

“หากวันหนึ่งเจ้ารู้ว่าผลตรวจนี้เป็นของปลอม เจ้าจะเสียใจหรือไม่?”

แทจุนตอบโดยไม่มองหน้า

“สิ่งเดียวที่ข้าเสียใจ คือเคยเชื่อผู้หญิงเช่นเจ้า”

ประตูถูกปิดลงต่อหน้านาง

ซอยอนยืนกลางฝนจนหมดแรงและล้มลงข้างถนน

ลูกแฝดคลอดก่อนกำหนดในคืนนั้น

เด็กชายคนโตมีภาวะหัวใจอ่อนแอ ต้องอยู่ในตู้อบเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ส่วนเด็กอีกคนหยุดหายใจไปเกือบหนึ่งนาที ก่อนแพทย์จะช่วยกลับมาได้

ซอยอนนั่งอยู่หน้าห้องผู้ป่วยเด็กเพียงลำพัง

ไม่มีสามี ไม่มีครอบครัว และไม่มีแม้แต่เงินจ่ายค่ารักษา

นางโทรหาบิดา แต่ผู้ที่รับสายคือโอมีรัน

“บิดาของเจ้าตัดขาดจากเจ้าแล้ว อย่าโทรมาอีก”

จากนั้นมีรันก็บอกข่าวร้ายว่า ฮันจองกุกเกิดเส้นเลือดในสมองแตก อยู่ในอาการโคม่า และได้มอบอำนาจทั้งหมดให้แก่นางกับยูรา

ซอยอนรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังลงในคืนเดียว

นางสูญเสียสามี สูญเสียบิดา และเกือบสูญเสียลูกทั้งสอง

แต่เมื่อได้ยินเสียงร้องเบา ๆ จากในตู้อบ นางกลับเช็ดน้ำตาและลุกขึ้นยืน

“แม่ไม่มีอะไรเหลือแล้ว”

นางวางมือลงบนกระจก

“แต่แม่จะไม่ยอมให้ใครแย่งพวกเจ้าไปอีก”

การกลับมาของทายาทที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้ว

หลังออกจากโรงพยาบาล ซอยอนหายตัวไปจากเมือง

ทุกคนคิดว่านางคงหนีไปใช้ชีวิตอย่างยากจน ไม่มีใครรู้ว่า ทนายคิมซึ่งเคยรับใช้มารดาของนางตามหานางจนพบ

เขานำจดหมายลับของฮันจองกุกมามอบให้

ก่อนหมดสติ บิดาของซอยอนเริ่มสงสัยว่ามีรันกำลังยักยอกทรัพย์สิน เขาจึงโอนหุ้นส่วนหนึ่งเข้ากองทุนลับ และระบุว่าผู้มีสิทธิ์ควบคุมเพียงคนเดียวคือบุตรสาวแท้ ๆ ของเขา

ซอยอนสามารถกลับไปยึดบริษัทได้ทันที

แต่นางไม่ทำ

เพราะหากปรากฏตัวเร็วเกินไป ศัตรูจะทำลายหลักฐานทั้งหมด และบิดาของนางอาจไม่มีวันตื่นขึ้นมาอีก

ตลอดสองปี ซอยอนเลี้ยงลูกไปพร้อมกับรวบรวมหลักฐาน

กลางวัน นางทำงานเป็นนักวิเคราะห์ให้กองทุนต่างประเทศภายใต้นามแฝง

กลางคืน นางตรวจสอบบัญชีบริษัททีละหน้า จนพบว่าโอมีรันกับยูราใช้บริษัทของแทจุนเป็นช่องทางฟอกเงินและโอนทรัพย์สินของมีแรกรุ๊ปออกนอกประเทศ

ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ อาการป่วยของบิดานางอาจไม่ใช่อุบัติเหตุ

ผลเลือดเก่าของเขาพบสารพิษปริมาณน้อยสะสมอยู่หลายเดือน

มีใครบางคนกำลังทำให้เขาป่วยอย่างช้า ๆ!

ซอยอนจึงวางแผนครั้งสุดท้าย

นางใช้กองทุนลับเข้าซื้อหนี้ของแดฮันกรุ๊ป จนกลายเป็นเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด โดยไม่มีใครรู้ว่าเจ้าของกองทุนคือใคร

วันที่ยูรานัดประชุมเพื่อขายบริษัทให้ต่างชาติ ซอยอนจึงอุ้มลูกทั้งสองบุกเข้าไปในห้องประชุม

และนั่นคือวันที่อดีตสามีได้เห็นนางอีกครั้ง

“เด็กสองคนนี้ไม่ต้องการพ่ออย่างเจ้า”

คังแทจุนอ่านเอกสารการถือหุ้นด้วยมือสั่น

“เป็นไปไม่ได้ เจ้าเอาเงินมาจากไหน?”

ซอยอนตอบอย่างสงบ

“จากสิทธิบัตรที่ข้าเป็นคนคิด จากหุ้นที่บิดาข้าทิ้งไว้ และจากบริษัทที่เจ้าสร้างขึ้นบนผลงานของข้า”

ผู้บริหารหลายคนรีบตรวจสอบเอกสาร ก่อนยืนยันว่าทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ยูราลุกขึ้นตะโกน

“นางเป็นเพียงผู้หญิงที่ถูกไล่ออกจากตระกูล! เอกสารทั้งหมดต้องเป็นของปลอม!”

ประตูห้องประชุมเปิดออกอีกครั้ง

ทนายคิมเดินเข้ามาพร้อมผู้ตรวจสอบบัญชีและตำรวจเศรษฐกิจ

เขาวางกล่องเอกสารหลายใบลงบนโต๊ะ ภายในมีหลักฐานการโอนเงิน สัญญาปลอม และรายชื่อบริษัทลับที่ยูรากับมารดาใช้ยักยอกทรัพย์สิน

ผู้บริหารทั้งห้องเริ่มแตกตื่น

ยูรายังคงปฏิเสธ

“นางต้องการแก้แค้นเพราะแทจุนไม่ยอมรับลูกของนาง!”

ซอยอนไม่ตอบ แต่หยิบผลตรวจดีเอ็นเอฉบับใหม่ออกมาวางตรงหน้าอดีตสามี

ผลตรวจระบุว่า เด็กทั้งสองเป็นบุตรทางสายเลือดของคังแทจุนอย่างแน่นอน

ใบหน้าของเขาซีดขาว

เขามองเด็กสองคนในอ้อมแขนซอยอน แล้วความทรงจำเกี่ยวกับคืนที่ตนไล่ภรรยาออกไปกลางฝนก็ย้อนกลับมา

“ซอยอน…ข้าไม่รู้”

“เจ้าไม่เคยพยายามจะรู้”

“ผลตรวจครั้งนั้น—”

“ถูกยูราซื้อเจ้าหน้าที่ในห้องปฏิบัติการให้เปลี่ยนผล แต่ผู้ที่เลือกเชื่อกระดาษแผ่นนั้นมากกว่าภรรยาของตนคือเจ้า”

แทจุนค่อย ๆ ยื่นมือไปหาเด็กคนหนึ่ง แต่ซอยอนถอยหลังทันที

“อย่าแตะต้องเขา”

น้ำเสียงของนางสั่นเป็นครั้งแรก

“คืนที่ลูกคนโตหยุดหายใจ ข้านั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉินคนเดียว คืนที่ลูกอีกคนมีไข้สูง ข้าอุ้มเขาเดินตากหิมะไปโรงพยาบาล เพราะไม่มีเงินเรียกรถ”

น้ำตาเอ่อขึ้นในดวงตา แต่ซอยอนไม่ยอมปล่อยให้มันไหล

“พวกเขาเคยต้องการพ่อ แต่วันนี้พวกเขาไม่ต้องการผู้ชายที่เพิ่งจำได้ว่าตนมีลูก หลังจากเห็นผลตรวจดีเอ็นเอ”

แทจุนลดมือลงช้า ๆ

เป็นครั้งแรกที่เขาตระหนักว่า บางสิ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยคำว่าขอโทษ

การหักหลังครั้งที่สอง

เมื่อหลักฐานทุกอย่างกำลังมัดตัวยูรา นางกลับยิ้มออกมา

“ซอยอน เจ้าคิดว่าตัวเองชนะแล้วหรือ?”

นางเปิดวิดีโอบนจอใหญ่ ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นซอยอนแอบเข้าไปในห้องเก็บข้อมูลของบริษัท และคัดลอกไฟล์ลับลงในอุปกรณ์ของตน

ยูรากล่าวหาว่านางขโมยข้อมูลเพื่อขายให้คู่แข่งต่างชาติ

เจ้าหน้าที่ตำรวจหันมามองซอยอนทันที

คังแทจุนถามอย่างสับสน

“เจ้าเข้าไปในห้องนั้นจริงหรือ?”

“จริง”

คำตอบของนางทำให้คนทั้งห้องตกตะลึง

ยูราหัวเราะ “ได้ยินแล้วใช่หรือไม่? จับนางเสีย!”

ซอยอนกลับก้มลงจัดผ้าห่มให้ลูกอย่างใจเย็น

“ข้าเข้าไปเอาผลงานของตัวเองคืน”

นางเปิดไฟล์ต้นฉบับซึ่งมีวันที่สร้างก่อนตั้งบริษัทหลายปี ทุกสูตร ทุกแบบร่าง และทุกขั้นตอนการพัฒนาใช้ชื่อของฮันซอยอนเป็นผู้สร้าง

สิทธิบัตรที่ทำรายได้มหาศาลให้แดฮันกรุ๊ปตลอดหลายปี ถูกแทจุนนำไปจดทะเบียนในชื่อของตน หลังจากยูราแอบลบชื่อซอยอนออกจากเอกสาร

แต่ยังไม่ทันที่ยูราจะตอบโต้ เลขานุการพัคซึ่งทำงานใกล้ชิดกับนางมานานก็ลุกขึ้น

เขามอบโทรศัพท์แก่ผู้ตรวจสอบ

ภายในมีเสียงบันทึกขณะที่ยูราสั่งให้เขาทำลายเอกสาร เปลี่ยนผลตรวจดีเอ็นเอ และย้ายเงินออกจากบริษัทก่อนการประชุม

ยูรามองเขาด้วยความโกรธ

“เจ้ากล้าทรยศข้าหรือ?”

เลขานุการพัคตอบด้วยน้ำตา

“คุณซอยอนเคยช่วยจ่ายค่าผ่าตัดให้บุตรสาวของข้าโดยไม่ขอสิ่งตอบแทน ส่วนคุณใช้ชีวิตลูกของข้าข่มขู่ให้ข้าทำความผิด วันนี้ข้าจะไม่กลัวอีกแล้ว”

เมื่อเห็นว่าตนหมดทางหนี ยูราจึงผลักเจ้าหน้าที่และวิ่งออกจากห้องประชุม

ไม่มีใครรู้ว่า ก่อนเข้าประชุม นางได้ส่งคำสั่งสุดท้ายไปยังลูกน้องแล้ว

“หากข้าไม่โทรกลับภายในหนึ่งชั่วโมง จงนำเด็กทั้งสองไป!”

คืนที่เขาต้องเลือกระหว่างอำนาจกับลูก

หลังการประชุม ซอยอนพาลูกลงไปยังลานจอดรถ

ไฟบริเวณนั้นดับลงอย่างกะทันหัน รถตู้สีดำพุ่งเข้ามาขวางทาง ชายสวมหน้ากากหลายคนกระโดดลงมาและพยายามแย่งเด็กจากอ้อมแขนนาง

ซอยอนกอดลูกทั้งสองไว้แน่นและร้องขอความช่วยเหลือ

ในวินาทีนั้น คังแทจุนวิ่งตามลงมา

เขาสามารถหันหลังหนีได้ หากเข้าไปเกี่ยวข้อง เขาอาจสูญเสียตำแหน่งและถูกสอบสวนร่วมกับยูรา

แต่ครั้งนี้เขาไม่ลังเล

แทจุนยืนขวางหน้าซอยอนกับลูก ใช้ร่างกายปกป้องพวกเขาจนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาถึง

หนึ่งในคนร้ายถูกจับ และสารภาพว่ายูราเป็นผู้สั่งการ

แต่เหตุการณ์ยังไม่จบ

ระหว่างความวุ่นวาย เด็กชายคนโตเกิดอาการหายใจติดขัด ใบหน้าเล็ก ๆ เปลี่ยนเป็นสีซีด

“จุนโฮ!”

ซอยอนร้องเรียกลูกด้วยความหวาดกลัว

เด็กถูกนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน แพทย์บอกว่าความผิดปกติของหัวใจกำเริบ และจำเป็นต้องผ่าตัดทันที

ซอยอนยืนหน้าห้องผ่าตัด ตัวสั่นเหมือนคืนที่นางคลอดลูกตามลำพัง

ความทรงจำทั้งหมดกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง

แต่คราวนี้ แทจุนไม่หายไป

เขาตรวจเลือด บริจาคเลือด และนั่งอยู่หน้าห้องผ่าตัดตลอดคืน แม้ซอยอนไม่พูดกับเขาแม้แต่คำเดียว

หลายชั่วโมงต่อมา แพทย์เดินออกมาและบอกว่าการผ่าตัดสำเร็จ

ซอยอนทรุดลงร้องไห้ด้วยความโล่งใจ

แทจุนต้องการเข้าไปปลอบ แต่หยุดมือกลางอากาศ เพราะรู้ว่าตนไม่มีสิทธิ์

เขาพูดเพียงว่า

“ข้าไม่ขอให้เจ้ายกโทษให้ แต่อย่าไล่ข้าไปในวันที่ลูกยังต้องการคนดูแล ข้าจะอยู่ตรงนี้ แม้พวกเจ้าจะไม่ต้องการเรียกข้าว่าครอบครัวก็ตาม”

ผู้ที่อยู่เบื้องหลังทุกอย่าง

สามวันต่อมา โอมีรันพยายามหนีออกนอกประเทศ แต่ถูกตำรวจจับที่สนามบิน

หลักฐานจากเลขานุการพัคเปิดเผยว่า นางเป็นผู้วางยาฮันจองกุกทีละน้อย เพื่อทำให้เขาสูญเสียความสามารถในการบริหาร ก่อนปลอมเอกสารโอนอำนาจให้ตนเอง

ยูราถูกจับในข้อหายักยอกเงิน ปลอมแปลงเอกสาร ลักพาตัว และพยายามทำร้ายเด็ก

แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดเกิดขึ้นในวันประชุมผู้ถือหุ้นครั้งสุดท้าย

ประตูห้องเปิดออก และฮันจองกุกซึ่งทุกคนคิดว่าจะไม่มีวันฟื้น เดินเข้ามาโดยมีแพทย์ประคอง

ห้องประชุมทั้งห้องลุกขึ้นยืน

ชายชรามองบุตรสาวที่กำลังอุ้มหลานทั้งสอง ก่อนน้ำตาจะไหลลงมาตามใบหน้า

“พ่อขอโทษที่ตื่นขึ้นมาช้าเกินไป”

ซอยอนเดินเข้าไปกอดบิดาเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

ฮันจองกุกประกาศต่อหน้าผู้ถือหุ้นว่า หุ้นทั้งหมดของเขาจะถูกโอนให้บุตรสาว และแต่งตั้งฮันซอยอนเป็นประธานหญิงคนใหม่ของมีแรกรุ๊ป

จากนั้นเขาหันไปหาคังแทจุน

ทุกคนคิดว่าเขาจะทำลายอดีตลูกเขย แต่แทจุนกลับลุกขึ้นวางจดหมายลาออกบนโต๊ะด้วยตนเอง

“ข้าเซ็นเอกสารรับรองว่าสิทธิบัตรทั้งหมดเป็นของซอยอน และจะคืนหุ้นทุกส่วนที่ได้มาจากผลงานของนาง”

เขาก้มศีรษะต่อหน้าผู้บริหารทั้งห้อง

“ข้าไม่ได้ถูกยูราหลอกเพียงอย่างเดียว ข้าถูกความทะเยอทะยานของตนทำให้ตาบอด ข้าจึงไม่สมควรขอให้ผู้ใดยกโทษ”

หลังจากพูดจบ เขาก็เดินออกจากห้องประชุมโดยไม่ขออะไรติดตัวแม้แต่น้อย

การให้อภัยไม่ได้หมายถึงการลืม

หนึ่งปีผ่านไป ภายใต้การบริหารของซอยอน บริษัทกลับมามีกำไร นางขายทรัพย์สินหรูหราที่โอมีรันซื้อด้วยเงินยักยอก และนำเงินไปช่วยเหลือครอบครัวพนักงานที่เคยถูกเลิกจ้าง

ห้องประชุมที่ครั้งหนึ่งเคยไล่นางกับลูกออก ถูกปรับปรุงให้มีศูนย์ดูแลเด็กอยู่ชั้นเดียวกัน เพื่อไม่ให้มารดาคนใดต้องเลือกระหว่างงานกับครอบครัวเหมือนที่นางเคยเผชิญ

ส่วนแทจุนไม่ได้กลับมาเป็นประธานอีก

เขาเริ่มต้นใหม่ในตำแหน่งพนักงานธรรมดาของมูลนิธิโรคหัวใจเด็ก และมาช่วยดูแลลูกทุกครั้งที่ซอยอนอนุญาต

เขาไม่เคยใช้ของขวัญราคาแพงเพื่อขอความรักจากลูก

เขาเพียงพาพวกเขาไปพบแพทย์ ทำอาหารให้ และอยู่ข้างเตียงเมื่อเด็กคนใดคนหนึ่งป่วย

วันหนึ่ง ลูกชายทั้งสองเริ่มเดินได้เป็นครั้งแรก

เด็กคนหนึ่งเดินโซเซไปหาซอยอน ส่วนอีกคนเดินไปจับนิ้วของแทจุน

ทั้งสองยืนอยู่คนละด้าน มองลูกแฝดหัวเราะอยู่ระหว่างกลาง

แทจุนกล่าวเบา ๆ

“ข้ารู้ว่าไม่มีสิทธิ์ขอให้เรากลับไปเป็นเหมือนเดิม”

ซอยอนมองเขา

“ถูกต้อง เราไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิม”

ดวงตาของแทจุนหม่นลง แต่ซอยอนกล่าวต่อ

“เพราะผู้หญิงที่เคยยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อเจ้าไม่มีอยู่อีกแล้ว หากเจ้าต้องการอยู่ในชีวิตของลูก เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะเคารพผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าในวันนี้”

แทจุนพยักหน้า

“ข้าจะพิสูจน์ด้วยเวลาที่เหลือทั้งหมด”

ซอยอนไม่ได้ตอบรับ และไม่ได้ปฏิเสธ

นางเพียงปล่อยให้ลูกชายจับมือของทั้งสองคนไว้พร้อมกัน

เรื่องราวของฮันซอยอนไม่ได้จบลงด้วยการได้สามีกลับคืนมา และไม่ได้จบลงเพียงเพราะนางได้เป็นประธานบริษัท

ชัยชนะที่แท้จริงของนาง คือการไม่ยอมให้ความอยุติธรรมเปลี่ยนนางให้กลายเป็นคนโหดร้าย

นางลุกขึ้นจากคืนที่มืดมนที่สุด ปกป้องลูกทั้งสอง เปิดโปงผู้ที่แย่งทุกอย่างไป และสร้างชีวิตใหม่ด้วยมือของตนเอง

เพราะผู้หญิงที่อุ้มลูกเข้ามาในห้องประชุมวันนั้น ไม่ได้เข้ามาเพื่อขอความสงสารจากใคร

นางเข้ามาเพื่อประกาศให้ทุกคนรู้ว่า—

คนที่เคยถูกทอดทิ้ง ไม่ได้แปลว่าจะพ่ายแพ้ตลอดไป

และมารดาที่มีลูกอยู่ในอ้อมแขน อาจแข็งแกร่งกว่าคนทั้งห้องประชุมรวมกันเสียอีก

Leave a Comment