คืนก่อนวันประหาร หลี่เฉินนั่งพิงกำแพงคุกด้วยร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล ขณะที่เสียงผู้คุมกำลังลับดาบดังมาจากด้านนอก
ความผิดของเขาคือขโมยตราทหาร วางยาพิษแม่ทัพใหญ่ และสมคบคิดกับศัตรูของแผ่นดิน
โทษมีเพียงอย่างเดียว—ตัดศีรษะต่อหน้าประชาชน!
แต่สิ่งที่ทำให้เขาเจ็บปวดยิ่งกว่าความตาย คือผู้ที่ยืนขึ้นกล่าวโทษเขาต่อหน้าศาล กลับเป็นซูเหยา หญิงสาวที่เขาเคยใช้เงินสามเหรียญสุดท้ายซื้อออกมาจากตลาดทาส และเรียกนางว่าภรรยามาตลอด

▶ รับชมฉบับเต็มได้ที่นี่
ก่อนจากไป นางมองเขาด้วยแววตาเย็นชาแล้วกล่าวเพียงว่า
“พรุ่งนี้ยามเที่ยง ทุกอย่างจะจบลง”
เสียงผู้คุมหัวเราะอยู่หลังลูกกรง
“ถูกต้อง พอหัวเจ้าหลุดจากบ่า ทุกอย่างก็จบ!”
ทว่าหลี่เฉินกลับเงยหน้าขึ้นและยิ้มอย่างเงียบงัน
เพราะเขารู้ดีว่า คำพูดของซูเหยาไม่ได้หมายถึงชีวิตของเขา
แต่นางหมายถึงชีวิตของคนที่ใส่ร้ายเขาต่างหาก!
สามเดือนก่อนหน้านั้น
หลี่เฉินลืมตาตื่นขึ้นท่ามกลางกลิ่นเหม็นของกองขยะ ศีรษะปวดราวกับถูกทุบด้วยค้อน และทั่วร่างมีเพียงเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งปกปิดความหนาว
ก่อนหน้านี้เขายังเป็นชายหนุ่มในโลกยุคปัจจุบัน แต่หลังจากเกิดอุบัติเหตุ เขากลับทะลุมิติมาอยู่ในร่างของขอทานผู้หนึ่งในเมืองชิงเหอ
ร่างนี้ก็มีชื่อว่าหลี่เฉินเช่นกัน
แต่นอกจากชื่อแล้ว เจ้าของร่างเดิมแทบไม่มีสิ่งใดที่น่าภูมิใจ เขาเป็นขอทานจอมกะล่อน ขี้เกียจ ชอบขโมยอาหาร และเคยหลอกเงินหญิงชราจนถูกชาวบ้านทั้งเมืองเกลียดชัง
สิ่งเดียวที่เขามีอยู่คือเหรียญทองแดงสามเหรียญ กับหนี้สินอีกกองหนึ่งที่เจ้าของร่างเดิมทิ้งไว้ให้
ขณะกำลังคิดว่าจะเอาชีวิตรอดอย่างไร เสียงตะโกนก็ดังขึ้นจากตลาดด้านหน้า
“ทาสสาวชุดสุดท้าย! ทำงานหนักได้ เชื่อฟังคำสั่ง ใครซื้อวันนี้ลดราคาให้!”
หญิงสาวหลายคนถูกมัดด้วยเชือก บังคับให้เดินเท้าเปล่าผ่านถนน ฝูงชนมองพวกนางราวกับกำลังเลือกซื้อสัตว์
หลี่เฉินตั้งใจจะเดินหนี เพราะตนเองยังไม่มีแม้แต่อาหารกิน แต่สายตากลับหยุดอยู่ที่หญิงสาวคนหนึ่ง
นางสวมชุดสีครีมที่เต็มไปด้วยฝุ่น ใบหน้าซีดขาวและมีบาดแผลตามแขน แม้ร่างกายจะอ่อนแรงจนแทบยืนไม่ไหว แต่นางยังคงยืดหลังตรง ดวงตาไม่เคยก้มลงต่อหน้าผู้ใด
พ่อค้าทาสกระชากเชือกอย่างรุนแรง
“เดินเร็วเข้า!”
เมื่อหญิงสาวสะดุดล้ม เขาก็ยกไม้ขึ้นเตรียมฟาด หลี่เฉินจึงตะโกนออกไปโดยไม่ทันคิด
“หยุด!”
ทั้งตลาดเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะเมื่อเห็นว่าผู้พูดเป็นเพียงขอทานสกปรก
พ่อค้าทาสถ่มน้ำลายลงพื้น
“ขอทานอย่างเจ้าคิดจะเล่นเป็นวีรบุรุษหรือ?”
หลี่เฉินเดินเข้าไปอย่างไม่รีบร้อน “นางป่วยหนัก เดินแทบไม่ไหว หากเจ้าตีอีกครั้ง นางอาจตายก่อนจะขายได้ เมื่อถึงตอนนั้นเจ้าจะไม่ได้สักเหรียญ”
พ่อค้าทาสชะงักเพราะรู้ว่าเขาพูดถูก
“แล้วเจ้าต้องการอะไร?”
หลี่เฉินหยิบเหรียญทองแดงสามเหรียญออกมาจากเสื้อ
“ขายนางให้ข้า”
เสียงหัวเราะดังยิ่งกว่าเดิม
“เจ้าจะเอาอะไรเลี้ยงนาง?” ชายคนหนึ่งตะโกน “หรือจะพากันอดตายสองคน?”
หลี่เฉินไม่สนใจ เขาวางเหรียญทั้งสามลงบนโต๊ะ นั่นคือทรัพย์สินทั้งหมดที่เขามี แต่พ่อค้าทาสกลับหรี่ตามอง
“นางมีราคามากกว่านี้”
“นางกำลังมีไข้ ริมฝีปากซีด หายใจไม่สม่ำเสมอ และที่ข้อมือมีรอยสีม่วง หากข้าเดาไม่ผิด นางได้รับพิษเย็น หากไม่รักษาภายในสามวัน นางจะตาย”
สีหน้าพ่อค้าทาสเปลี่ยนไปทันที เพราะเมื่อคืนมีหญิงสาวคนหนึ่งในกลุ่มตายด้วยอาการเดียวกัน
หลี่เฉินยิ้มเจ้าเล่ห์ “สามเหรียญ หรือเจ้าจะเสียเงินจ้างคนฝังศพนางเอง?”
ท้ายที่สุด พ่อค้าทาสยอมรับเงินอย่างไม่เต็มใจ
หลี่เฉินปลดเสื้อคลุมเก่า ๆ ของตนคลุมไหล่หญิงสาว ก่อนแก้เชือกที่มัดข้อมือนาง
“ตั้งแต่นี้ไป เจ้าไม่ใช่ทาสของใครอีกแล้ว”
นางเงยหน้ามองเขาอย่างหวาดระแวง
“เหตุใดท่านจึงช่วยข้า?”
หลี่เฉินตอบหน้าตาย “ข้ายังขาดภรรยา”
ฝูงชนหัวเราะลั่น หญิงสาวรีบถอยหนีด้วยสีหน้าซีดเผือด แต่หลี่เฉินก้มลงกระซิบให้นางได้ยินเพียงคนเดียว
“หากข้าไม่พูดเช่นนั้น พวกมันจะสงสัยว่าข้าซื้อเจ้าไปทำไม เมื่อเจ้าหายดีและอยากจากไป ข้าจะไม่ห้าม”
หญิงสาวมองเขาอยู่นาน ก่อนกล่าวเบา ๆ
“ข้าชื่อซูเหยา”
“ส่วนข้าชื่อหลี่เฉิน ตั้งแต่วันนี้เราจะช่วยกันมีชีวิตรอด”
ภรรยาที่นอนพร้อมมีด
บ้านของหลี่เฉินเป็นเพียงกระท่อมร้างนอกเมือง หลังคารั่ว ประตูพัง และไม่มีแม้แต่เตียง
คืนนั้นเขาต้มสมุนไพรแก้พิษให้นาง ก่อนแบ่งหมั่นโถวแข็งครึ่งก้อนให้ ส่วนตัวเองดื่มเพียงน้ำเปล่า
ซูเหยาไม่ยอมกินทันที นางถามอย่างระมัดระวัง
“ในยามีสิ่งใด?”
“หากข้าคิดวางยาเจ้า ข้าคงไม่เสียเงินทั้งหมดซื้อเจ้ามาก่อน”
“คนชั่วบางคนยอมเสียเงินเพื่อสิ่งที่เลวร้ายกว่า”
หลี่เฉินหัวเราะ “เช่นนั้นคืนนี้เจ้าก็นอนข้างใน ส่วนข้าจะนอนเฝ้าหน้าประตู”
กลางดึก เขาตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงผิดปกติ เมื่อเปิดตา เขาก็เห็นซูเหยากำมีดทำครัวยืนอยู่เหนือร่างตน
หลี่เฉินไม่ขยับ
“หากคิดจะฆ่าข้า เจ้าควรแทงตรงลำคอ ไม่ใช่หน้าอก เพราะมีโอกาสที่ใบมีดจะติดกระดูก”
ซูเหยาชะงัก “ท่านไม่กลัวหรือ?”
“กลัวสิ แต่ข้าคิดว่าเจ้าคงไม่ฆ่าคนที่เพิ่งช่วยชีวิตเจ้าโดยไม่มีเหตุผล”
ทันใดนั้น เสียงกิ่งไม้หักก็ดังขึ้นนอกหน้าต่าง
มีเงาดำสองคนแอบเข้ามาในกระท่อม!
ซูเหยาไม่ได้ยกมีดขึ้นเพื่อฆ่าหลี่เฉิน นางเห็นคนติดตามมาตั้งแต่ตลาด จึงกำลังจะปลุกเขาต่างหาก
หลี่เฉินคว้าถุงขี้เถ้าข้างเตาโยนใส่หน้าผู้บุกรุก ก่อนใช้เชือกที่ขึงไว้ล่วงหน้าทำให้คนหนึ่งล้มลง ส่วนอีกคนหนีออกไปได้
ใต้เสื้อของผู้บุกรุกมีสัญลักษณ์รูปเหยี่ยวดำปักอยู่
เมื่อซูเหยาเห็นสัญลักษณ์นั้น ใบหน้าของนางก็ซีดลง แต่กลับบอกว่าไม่รู้จักมัน
หลี่เฉินรู้ว่านางกำลังปิดบังบางอย่าง ทว่าเขาไม่ได้ถามต่อ
รุ่งเช้า ชายที่ถูกจับกลับกัดยาพิษซึ่งซ่อนอยู่ในฟันและเสียชีวิตก่อนพูดความจริง
ในมือของเขามีกระดาษแผ่นเล็ก เขียนไว้เพียงประโยคเดียว
“นำหยกกลับมา ส่วนหญิงสาวต้องไม่รอด”
หลี่เฉินหันไปมองซูเหยา
“ตอนนี้เจ้ายังคิดว่าตัวเองเป็นทาสธรรมดาอยู่หรือไม่?”
นางกำชายเสื้อแน่น ก่อนหยิบหยกแกะสลักครึ่งชิ้นออกมาจากถุงผ้าที่ซ่อนไว้แนบอก
“ข้าจำอดีตได้เพียงบางส่วน มีคนไล่ฆ่าขบวนรถของข้า พี่เลี้ยงช่วยพาข้าหนี แต่เราถูกแยกจากกัน หลังจากนั้นข้าก็ถูกจับขาย”
“แล้วหยกนี้?”
“นางบอกให้ข้ารักษามันด้วยชีวิต และห้ามมอบให้ผู้ใด”
หลี่เฉินคืนหยกให้นาง
“เช่นนั้นก็เก็บไว้ให้ดี ตั้งแต่วันนี้เจ้าจะไม่ออกไปไหนตามลำพัง”
ซูเหยาถามด้วยความสงสัย “ท่านไม่คิดแย่งมันไปขายหรือ?”
“ข้าอาจเป็นขอทาน แต่ยังไม่โง่พอจะขายของที่ทำให้มือสังหารตามมาถึงบ้าน”
คำตอบนั้นทำให้นางยิ้มเป็นครั้งแรก
จากโจ๊กสามชามสู่ร้านที่คนทั้งเมืองต่อแถว
เพื่อหาเงิน หลี่เฉินพาซูเหยาเข้าไปเก็บสมุนไพรในป่า เขาใช้ความรู้จากโลกเดิมแยกพืชมีพิษออกจากสมุนไพร และนำวัตถุดิบราคาถูกมาทำโจ๊กบำรุงร่างกาย
วันแรก พวกเขาขายได้เพียงสามชาม
วันที่สอง ชายชราคนหนึ่งกินแล้วอาการไอดีขึ้น เขาจึงพาครอบครัวกลับมา
วันที่เจ็ด ผู้คนเริ่มต่อแถวตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง
หลี่เฉินคิดสูตรอาหาร ซูเหยาดูแลบัญชี นางอ่านออกเขียนได้ คำนวณรวดเร็ว และยังรู้วิธีแยกสมุนไพรชั้นดีราวกับเคยได้รับการอบรมจากแพทย์หลวง
ทั้งสองทำงานเข้ากันได้ดีจนน่าประหลาด
แต่ก่อนที่ร้านจะมั่นคง เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
เด็กชายคนหนึ่งกินโจ๊กแล้วล้มลงต่อหน้าร้าน มารดาของเขาร้องตะโกนว่าหลี่เฉินวางยาพิษ
ชาวบ้านที่เคยเกลียดเจ้าของร่างเดิมเริ่มโกรธแค้น หลายคนคว้าก้อนหินเตรียมทุบร้าน
หลี่เฉินตรวจชีพจรเด็ก ก่อนดมกลิ่นที่ริมฝีปาก
“เขาไม่ได้ถูกพิษจากโจ๊ก แต่กินผลเมล็ดแดงก่อนมาที่นี่!”
มารดาของเด็กปฏิเสธ แต่ซูเหยาพบเปลือกผลเมล็ดแดงอยู่ในกระเป๋าเสื้อของเด็ก
หลี่เฉินรีบต้มน้ำถั่วและสมุนไพรถอนพิษ ไม่นานเด็กก็ฟื้นขึ้นมา
ท่ามกลางเสียงยินดี ซูเหยากลับพบชายคนหนึ่งกำลังแอบหนีออกจากฝูงชน นางจำได้ว่าเขาเป็นคนมอบขนมให้เด็กก่อนเกิดเหตุ
ชายคนนั้นถูกจับไว้ได้ เขาสารภาพว่ามีคนจ่ายเงินให้ทำลายชื่อเสียงร้าน แต่ยังไม่ทันบอกชื่อผู้ว่าจ้าง ลูกธนูก็พุ่งมาปักบนเสาใกล้ศีรษะของเขา
ผู้ยิงหลบหนีไป ทิ้งเพียงลูกธนูที่มีตรารูปเหยี่ยวดำเหมือนผู้บุกรุกในคืนนั้น
หลี่เฉินเริ่มเข้าใจแล้วว่า ศัตรูไม่ได้ต้องการเพียงหยกของซูเหยา
พวกมันต้องการฆ่านาง และกำจัดทุกคนที่ช่วยนางด้วย!
หลังเหตุการณ์นั้น ชื่อเสียงของร้านกลับยิ่งโด่งดัง ชาวบ้านเห็นว่าหลี่เฉินช่วยเด็กโดยไม่คิดเงิน ความเกลียดชังที่มีต่อเจ้าของร่างเดิมจึงค่อย ๆ จางหาย
สองเดือนต่อมา แผงไม้เล็ก ๆ กลายเป็นร้านอาหารและสมุนไพรที่คึกคักที่สุดในตลาด
หลี่เฉินซื้อชุดใหม่ให้ซูเหยา แต่นางกลับเลือกชุดธรรมดาราคาถูก
“เก็บเงินไว้ซ่อมหลังคาก่อน ฝนตกทีไร ท่านต้องเอาถังมารองน้ำทั้งคืน”
หลี่เฉินยิ้ม “เป็นห่วงข้าหรือ?”
“ข้าเป็นห่วงถัง มันทำงานหนักกว่าท่านเสียอีก”
แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่คืนนั้นซูเหยากลับเย็บเสื้อคลุมตัวใหม่ให้เขาจนถึงเช้า
ความสัมพันธ์ที่เริ่มจากสามเหรียญ ค่อย ๆ กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีเงินจำนวนใดซื้อได้
วันที่ทุกอย่างถูกทำลาย
จ้าวฝู เศรษฐีผู้มีอิทธิพลประจำเมือง เคยควบคุมร้านอาหารและตลาดสมุนไพรทั้งหมด เมื่อร้านของหลี่เฉินได้รับความนิยม รายได้ของเขาจึงลดลงอย่างรวดเร็ว
จ้าวฝูเดินทางมาพร้อมลูกน้องหลายคน และเรียกเก็บเงินคุ้มครองครึ่งหนึ่งของรายได้
หลี่เฉินวางทัพพีลง
“ร้านของข้าจ่ายภาษีให้ทางการแล้ว เหตุใดต้องจ่ายให้เจ้าด้วย?”
จ้าวฝูยิ้มเย็น “เพราะหากไม่จ่าย พรุ่งนี้ร้านของเจ้าจะไม่มีอยู่”
หลี่เฉินตอบทันที “เช่นนั้นวันนี้เจ้าก็ควรรีบกลับไปเตรียมงานศพให้ตัวเอง”
คำพูดนั้นทำให้จ้าวฝูโกรธจนหน้าแดง
“ทำลายร้านมัน!”
ลูกน้องของเขาพลิกโต๊ะ ทุบหม้อ และเหยียบสมุนไพรทั้งหมดจนแหลก ซูเหยาพยายามปกป้องกล่องเงิน แต่ถูกผลักจนล้ม
หลี่เฉินคว้าทัพพีไม้ยืนขวางหน้านาง แม้ต้องเผชิญกับคนจำนวนมาก เขาก็ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
ชาวบ้านรอบตลาดต่างโกรธแค้น แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วย เพราะรู้ว่าพี่เขยของจ้าวฝูคือเจ้าเมืองชิงเหอ
จ้าวฝูชี้หน้าหลี่เฉิน
“ขอทานอย่างเจ้าคิดว่าขายโจ๊กได้ไม่กี่ชามแล้วจะกลายเป็นคนสำคัญหรือ? ต่อให้ข้าฆ่าเจ้าตรงนี้ก็ไม่มีใครกล้าพูด!”
ซูเหยาลุกขึ้นช้า ๆ ก่อนหยิบหยกครึ่งชิ้นออกมา
“แล้วสิ่งนี้เล่า?”
ทันทีที่เห็นลวดลายบนหยก จ้าวฝูหน้าซีด เขาจำได้ว่าคนของตนเคยได้รับคำสั่งให้ตามหาหยกชิ้นนี้
ทว่าแทนที่จะหวาดกลัว เขากลับตะโกนว่า
“หยกของตระกูลซู! ที่แท้เจ้าคือโจรที่ขโมยมันมา จับทั้งสองคนส่งให้ทางการ!”
หลี่เฉินเข้าใจทันทีว่าจ้าวฝูเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของซูเหยา
ก่อนที่ลูกน้องจะเข้าถึงตัวนาง เสียงกีบม้าหลายสิบตัวก็ดังสนั่นไปทั่วถนน
ทหารในชุดเกราะสีดำบุกเข้ามาล้อมตลาด ขบวนรถม้าหรูหราหยุดลงตรงหน้าร้านที่พังยับเยิน ธงประจำตระกูลซูโบกสะบัดอยู่เหนือศีรษะของทุกคน
ชายชราผมขาวในชุดแม่ทัพก้าวลงจากรถม้า
เมื่อเห็นหยกในมือซูเหยา เขาก็หยุดนิ่ง ดวงตาแดงก่ำ ก่อนคุกเข่าลงต่อหน้าผู้คนทั้งตลาด
“เหยาเอ๋อร์…ในที่สุดพ่อก็พบเจ้า!”
ความเงียบปกคลุมทั้งถนน
ซูเหยาไม่ใช่ทาสธรรมดา แต่เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของซูเจิ้ง แม่ทัพใหญ่ผู้ควบคุมทหารชายแดนนับแสนนาย!
จ้าวฝูและลูกน้องทรุดตัวลงคุกเข่าทันที
แม่ทัพซูมองบาดแผลบนตัวบุตรสาว ก่อนหันไปทางหลี่เฉิน
“เป็นเจ้าหรือที่ช่วยชีวิตนาง?”
หลี่เฉินพยักหน้า “ข้าใช้เงินสามเหรียญซื้อนางมา”
เหล่าทหารชักดาบออกจากฝักทันที
“บังอาจ! เจ้ากล้าซื้อคุณหนูไปเป็นทาสหรือ?”
หลี่เฉินยังไม่ทันตอบ ซูเหยาก็ก้าวไปจับมือเขาไว้แน่น
“เขาไม่ได้ซื้อข้าเป็นทาส เขาใช้ทุกสิ่งที่มีเพื่อมอบอิสรภาพให้ข้า”
นางหันมองบิดาด้วยสายตาหนักแน่น
“ในวันที่ทุกคนมองข้าเป็นเพียงสินค้า เขาเป็นคนเดียวที่มองข้าเป็นมนุษย์ หากท่านคิดทำร้ายเขา ข้าจะไม่กลับไปกับท่าน”
แม่ทัพซูนิ่งไป ก่อนโค้งศีรษะให้หลี่เฉินอย่างจริงใจ
“ขอบคุณที่ช่วยบุตรสาวของข้า”
ทั้งตลาดตกตะลึงอีกครั้ง
ขอทานที่เคยถูกทุกคนเหยียดหยาม กลับทำให้แม่ทัพใหญ่ต้องโค้งคำนับ!
ทว่าหลี่เฉินไม่ได้ดีใจ เพราะในหมู่ทหาร เขาเห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งสวมเกราะสีเงินกำลังจ้องหยกในมือซูเหยาด้วยแววตาเย็นเยียบ
บนด้ามดาบของชายคนนั้น มีสัญลักษณ์รูปเหยี่ยวดำ!
พี่ชายบุญธรรมผู้แสนดี
ชายหนุ่มผู้นั้นชื่อหานหยวน เป็นบุตรบุญธรรมของแม่ทัพซู
เขาเข้ามากอดซูเหยาด้วยท่าทางดีใจ และบอกว่าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เขานำทหารออกตามหานางโดยแทบไม่ได้พัก
ทุกคนเชื่อคำพูดของเขา ยกเว้นหลี่เฉิน
เมื่อเดินทางถึงจวนแม่ทัพ หานหยวนต้อนรับหลี่เฉินอย่างสุภาพ จัดห้องพักหรูหราและมอบทองคำหนึ่งหีบให้
“เงินนี้เพียงพอให้เจ้าใช้ชีวิตสุขสบายไปตลอดกาล จงรับมันแล้วออกจากชีวิตของน้องสาวข้าเสีย”
หลี่เฉินมองทองคำ ก่อนปิดฝากล่อง
“หากข้าต้องการเงิน ข้าคงขายหยกของนางตั้งแต่คืนแรก”
รอยยิ้มของหานหยวนหายไป
“เจ้าคิดว่าคุณหนูตระกูลแม่ทัพจะอยู่กับขอทานเช่นเจ้าได้จริงหรือ?”
“เรื่องนั้นควรให้นางเป็นคนตัดสินใจ ไม่ใช่เจ้า”
คืนนั้น มีหญิงรับใช้แอบนำจดหมายมามอบให้หลี่เฉิน ในนั้นเขียนว่า พี่เลี้ยงผู้ช่วยซูเหยาหนีจากการลอบโจมตียังมีชีวิต และกำลังซ่อนตัวอยู่ในวัดร้างนอกเมือง
หลี่เฉินรู้ว่าอาจเป็นกับดัก แต่ยังตัดสินใจไป เพราะหญิงคนนั้นอาจรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังทุกอย่าง
ที่วัดร้าง เขาพบพี่เลี้ยงจริง ๆ
นางได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ยังมอบสมุดบัญชีครึ่งเล่มให้เขา ภายในบันทึกการขโมยเสบียงทหารและขายอาวุธให้ศัตรู ผู้ที่ลงนามในบัญชีคือหานหยวนกับเจ้าเมืองชิงเหอ
พี่เลี้ยงกล่าวทั้งน้ำตา
“คุณหนูพบสมุดบัญชีโดยบังเอิญ หานหยวนจึงสั่งฆ่าทุกคนในขบวนรถ เขาต้องการแต่งงานกับคุณหนูเพื่อควบคุมตระกูลซู หลังจากนั้นก็จะกำจัดแม่ทัพใหญ่และยึดอำนาจทั้งหมด”
ยังไม่ทันพูดจบ ลูกธนูเพลิงหลายดอกก็พุ่งเข้ามา
วัดร้างถูกไฟล้อมรอบ!
หลี่เฉินพาพี่เลี้ยงหนีออกทางอุโมงค์ด้านหลัง แต่เมื่อกลับถึงจวนแม่ทัพ เขากลับพบว่านางหายตัวไปจากรถม้า ส่วนสมุดบัญชีในอกของเขาก็ถูกเปลี่ยนเป็นกระดาษเปล่า
เช้าวันต่อมา แม่ทัพซูล้มป่วยอย่างกะทันหัน
ในชามยาของแม่ทัพพบพิษร้าย และผู้ที่นำยาชามนั้นเข้าไปเป็นคนสุดท้ายคือหลี่เฉิน
ทหารค้นห้องของเขา และพบตราทหารที่หายไปซ่อนอยู่ใต้หมอน พร้อมจดหมายลับถึงศัตรูชายแดน
หลักฐานทุกอย่างชี้มาที่เขาเพียงคนเดียว
หานหยวนเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเจ็บปวด
“ข้าเคยเตือนน้องสาวแล้วว่าขอทานย่อมเป็นขอทาน ต่อให้สวมเสื้อผ้าดีเพียงใด นิสัยชั่วก็ไม่มีวันเปลี่ยน”
ซูเหยามองหลี่เฉินโดยไม่พูดอะไร
เขารอให้นางปกป้องตน แต่สิ่งที่นางทำกลับเป็นการเดินไปหยิบจดหมายลับขึ้นมา แล้วกล่าวต่อหน้าทุกคนว่า
“ลายมือนี้เป็นของหลี่เฉิน ข้าจำได้”
ประโยคนั้นทำให้หัวใจของเขาเย็นวาบ
ซูเหยาเป็นคนที่รู้ดีที่สุดว่าเขาบริสุทธิ์ แต่กลับยืนยันหลักฐานด้วยตนเอง!
หลี่เฉินถูกลากเข้าคุก และศาลตัดสินประหารชีวิตภายในสามวัน
ก่อนจากไป ซูเหยาไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
เจ้าสาวที่หักหลังเขา
คืนก่อนวันประหาร ซูเหยาเดินทางมาที่คุกเพียงลำพัง
หลี่เฉินนั่งอยู่หลังลูกกรงและถามด้วยน้ำเสียงสงบ
“เหตุใดเจ้าจึงทำเช่นนั้น?”
“เพราะหลักฐานทั้งหมดชี้ไปที่ท่าน”
“เจ้าเชื่อว่าข้าต้องการฆ่าบิดาของเจ้าจริงหรือ?”
ซูเหยาจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดเสียงเย็น
“พรุ่งนี้ยามเที่ยง ทุกอย่างจะจบลง”
จากนั้นนางก็เดินจากไป
ผู้คุมหัวเราะเยาะหลี่เฉิน แต่ไม่มีใครสังเกตว่า ก่อนจากไปซูเหยาได้วางเหรียญทองแดงสามเหรียญไว้หน้าลูกกรง
มันคือสัญญาณลับระหว่างทั้งสอง
หลายวันก่อน ซูเหยาเคยพูดกับเขาว่า หากวันหนึ่งนางวางเหรียญสามเหรียญไว้โดยไม่พูดอะไร แปลว่านางต้องการให้เขาเชื่อใจ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
ความจริงแล้ว ซูเหยาค้นพบว่าภายในจวนแม่ทัพมีสายลับจำนวนมาก หากนางช่วยหลี่เฉินทันที หานหยวนจะทำลายหลักฐานและหลบหนี
นางจึงแสร้งหักหลังเขา เพื่อทำให้ศัตรูตายใจ
รุ่งเช้า หลี่เฉินถูกนำตัวไปยังลานประหาร ประชาชนหลายพันคนมารวมตัวกัน หานหยวนยืนอยู่ข้างแม่ทัพซูซึ่งยังอ่อนแรงจากพิษ
ก่อนเพชฌฆาตจะลงดาบ หานหยวนเดินเข้ามากระซิบ
“ขอทานเช่นเจ้าควรตายอยู่ข้างถนนตั้งแต่แรก หากวันนั้นเจ้าไม่ซื้อซูเหยา แผนของข้าคงสำเร็จไปนานแล้ว”
หลี่เฉินยิ้ม “ในที่สุดเจ้าก็ยอมรับ”
หานหยวนหัวเราะ “แล้วยังมีประโยชน์อะไร? อีกไม่กี่ลมหายใจเจ้าก็จะกลายเป็นศพ”
ทันใดนั้น เสียงกลองสงครามดังขึ้นจากประตูเมือง
กองทหารม้าจำนวนมากบุกเข้ามาล้อมลานประหาร ผู้นำขบวนชูป้ายทองคำของผู้ตรวจการหลวงขึ้นสูง
“มีพระราชโองการ! หยุดการประหารทันที!”
สีหน้าของหานหยวนเปลี่ยนไป
ซูเหยาเดินออกมาจากขบวนทหาร พร้อมหญิงสองคนที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้ว
คนแรกคือพี่เลี้ยงของนาง
อีกคนคือหญิงรับใช้ที่เคยนำยาพิษเข้าไปในห้องแม่ทัพ!
หญิงรับใช้คุกเข่าลงและสารภาพว่า หานหยวนข่มขู่ครอบครัวของนาง บังคับให้นางใส่พิษลงในยา และนำตราทหารไปซ่อนไว้ในห้องหลี่เฉิน
ส่วนสมุดบัญชีที่ถูกขโมยไปเป็นเพียงของปลอม
สมุดบัญชีตัวจริงถูกซูเหยาซ่อนไว้ในช่องลับของหยกมาตลอด!
ผู้ตรวจการหลวงเปิดสมุดต่อหน้าประชาชน ภายในมีรายชื่อขุนนางที่ร่วมขโมยเสบียงทหาร รวมถึงหลักฐานว่าจ้าวฝูเป็นผู้จัดหาพ่อค้าทาสเพื่อขายซูเหยาไปยังเมืองห่างไกล
หานหยวนชักดาบและจับแม่ทัพซูเป็นตัวประกัน
“ถอยไปทั้งหมด มิฉะนั้นข้าจะฆ่าเขา!”
แต่ทันใดนั้น แม่ทัพซูซึ่งดูอ่อนแรงมาตลอดกลับคว้าข้อมือหานหยวนและบิดดาบหลุดจากมือ
ที่แท้พิษในร่างของเขาถูกหลี่เฉินตรวจพบตั้งแต่วันแรก เขาแสร้งทำเป็นป่วยเพื่อบังคับให้ศัตรูเผยตัว
หานหยวนพยายามวิ่งหนี ทว่าชาวบ้านจากเมืองชิงเหอที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากหลี่เฉินกลับรวมตัวกันปิดทางทุกด้าน
คนขายผักขวางประตู
ชายชราที่เคยกินโจ๊กของเขายืนถือไม้เท้าอยู่หน้าแถว
แม้แต่มารดาของเด็กชายที่เคยถูกวางยาก็เข้ามาชี้หน้าหานหยวน
“ครั้งนี้จะไม่มีใครยอมให้เจ้าทำร้ายผู้มีพระคุณของพวกเราอีก!”
หานหยวนถูกจับกุมพร้อมเจ้าเมืองและจ้าวฝู ทรัพย์สินที่พวกเขาปล้นจากประชาชนถูกยึดคืนทั้งหมด
เพชฌฆาตรีบปลดโซ่ให้หลี่เฉิน
ซูเหยาเดินมาหยุดตรงหน้าเขา
“ท่านโกรธข้าหรือไม่?”
หลี่เฉินมองเหรียญสามเหรียญในมือนาง
“ข้าเกือบถูกตัดหัว เจ้าเลี้ยงอาหารข้าสักหนึ่งเดือนก็น่าจะหายโกรธ”
ซูเหยายิ้มทั้งน้ำตา
“หนึ่งเดือนคงไม่พอ เช่นนั้นข้าจะเลี้ยงท่านไปตลอดชีวิต”
การแต่งงานที่ไม่มีใครคาดคิด
หลังเรื่องทั้งหมดจบลง แม่ทัพซูต้องการตอบแทนหลี่เฉินด้วยทองคำ ที่ดิน และตำแหน่งขุนนาง แต่เขาปฏิเสธ
“ข้าช่วยซูเหยาเพราะต้องการช่วย ไม่ใช่เพราะรู้ว่านางเป็นบุตรสาวแม่ทัพ”
แม่ทัพซูจึงถาม “แล้วเจ้าต้องการสิ่งใด?”
หลี่เฉินยังไม่ทันตอบ ซูเหยาก็วางเหรียญทองแดงสามเหรียญลงบนโต๊ะ
“วันนั้นเขาใช้สามเหรียญซื้ออิสรภาพให้ข้า วันนี้ข้าจะใช้สามเหรียญนี้ขอเขาแต่งงาน”
หลี่เฉินเลิกคิ้ว “ข้ามีราคาถูกเพียงนั้นหรือ?”
“ไม่ใช่” นางตอบ “เพราะต่อให้ใช้ทองคำทั้งแผ่นดิน ข้าก็ซื้อสิ่งที่ท่านมอบให้ข้าในวันนั้นไม่ได้”
งานแต่งของทั้งสองไม่ได้จัดในจวนใหญ่โต แต่จัดขึ้นหน้าร้านโจ๊กแห่งเดิมที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ ชาวบ้านทุกคนในเมืองได้รับเชิญให้มาร่วมงาน
หลายปีต่อมา หลี่เฉินใช้ความรู้จากโลกเดิมพัฒนาวิธีเพาะปลูก เปิดโรงหมอราคาถูก และสร้างโรงทานให้คนยากจนทั่วเมือง
ชายที่เคยนอนอยู่บนกองขยะ กลายเป็นบุคคลสำคัญที่แม้แต่ขุนนางยังต้องให้ความเคารพ
ส่วนซูเหยา แม้กลับคืนสู่ฐานะคุณหนูตระกูลแม่ทัพ นางก็ยังช่วยสามีดูแลบัญชีและลงมือปรุงโจ๊กด้วยตนเองเสมอ
เหนือประตูร้านของพวกเขามีเหรียญทองแดงเก่า ๆ สามเหรียญแขวนอยู่
เมื่อมีคนถามว่าเหตุใดจึงเก็บของไร้ค่าเช่นนั้นไว้ หลี่เฉินจะตอบด้วยรอยยิ้มว่า
“สำหรับผู้อื่น มันอาจมีค่าเพียงซื้อหมั่นโถวได้หนึ่งก้อน”
“แต่สำหรับข้า มันซื้อภรรยาที่กล้ายืนข้างข้าในวันที่ทั้งโลกกล่าวหาว่าข้าเป็นคนชั่ว และซื้อชีวิตใหม่ที่ข้าไม่เคยคิดว่าจะได้รับ”
สิ่งที่เปลี่ยนชะตาของหลี่เฉินไม่ใช่หยกประจำตระกูล ไม่ใช่กองทหารนับแสน และไม่ใช่ตำแหน่งอันยิ่งใหญ่
แต่มันคือการตัดสินใจในวันที่เขายากจนที่สุด
วันที่เขายอมมอบทุกสิ่งที่มี เพื่อช่วยหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งไม่มีใครมองเห็นคุณค่า
เพราะบางครั้ง ความเมตตาเพียงครั้งเดียว อาจย้อนกลับมาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราไปตลอดกาล